รายงานข่าวล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์เร่งให้ผู้ใช้พีซี"หยุด"ใช้บราวเซอร์ Internet Explorer ของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ท่องเว็บเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีการตรวจพบช่องโหว่ใหม่ในซอฟต์แวร์ที่มีความอ่อนไหวต่อการโจมตีโดยแฮคเกอร์
"ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ช่องโหว่นี้ในการทำสิ่งเลวร้ายบนคอมพิวเตอร์ของคุณได้ โดยพวกเขาสามารถเข้าถึงทุกไฟล์ทั้งหมดที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้!!!" ท้อด บีดส์ลีย์ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมของ Rapid7 บริษัทระบบรักษาความปลอดภัย กล่าว ทางด้านไมโครซอฟท์เองได้แสดงความคิดเห็นต่อคำเตือนดังกล่าวว่า "เรากำลังตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะรีบแนะนำสำหรับขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อช่วยปกป้องลูกค้า" ในระหว่างนี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Internet Explorer "มีบราวเซอร์ตัวอื่นที่ผู้ใช้สามารถใช้งานไปก่อนชั่วคราวจนกว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไข หรือมีวิธีป้องกันเบื้องต้นเพื่อให้มั่นใจพอว่าปลอดภัย" พอล เฟอร์กูสัน นักวิจัยอาวุโสทางด้านภัยคุกคามบนคอมพิวเตอร์จาก เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าว สำหรับช่องโหว่ใหม่นี้จะพบได้ในบราวเซอร์ IE เวอร์ชัน 7,8 และ 9 ที่รันบน Windows XP, Vista และ 7
"ทำไมต้องเสี่ยง? ในเมื่อหลีกเลี่ยงง่ายกว่า" เจฟฟ์ บาร์ดิน จาก เทรดสโตนเซเว่น บริษัทให้คำปรึกษาทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์กล่าว ผู้เชี่ยวชาญค้นพบข้อผิดพลาดในการทำงาน หรือช่องโหว่ใหม่นี้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน เขาสงสัยว่า ช่องโหว่ดังกล่าวกำลังถูกใช้โดยแฮคเกอร์แล้วด้วย โดยแฮคเกอร์สามารถค้นหาวิธีที่จะติดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้ด้วยการใช้ช่องโหว่ใหม่ของ IE ที่ยังไม่มีการเปิดเผย ซึ่งแฮคเกอร์สามารถวางโค้ดอันตรายเข้าไปบนเว็บไซต์ และเมื่อนักท่องเว็บเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์เหล่านี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะติดไวัสทันที ปัจจุบัน IE เป็นบราวเซอร์ทีมีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาด 33% ข้อมูลจาก StatCounter โดยเป็นรอง Chrome ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด 34% ประเด็นคือ ธุรกิจหลายๆ แห่งใช้ IE ในการรันเว็บแอพฯ ซึ่งไม่สามารถใช้รันบน Chrome หรือบราวเซอร์ตัวอื่นๆ ได้ นั่นอาจหมายความว่า มันถึงเวลาแล้ว ที่ธุรกิจเหล่านี้ต้องพัฒนาเว็บแอพฯ ให้เข้ากันได้กับ Chrome บ้าง
ที่มา: www.arip.co.th
บล็อกความรู้ เปิดร้านออนไลน์ สินค้า เทคนิค Photoshop Design ถ่ายรูปสินค้า HTML Marketing ทำการตลาด โฆษณา โปรเมทเว็บ SEO Social Network การทำโฆษณาบน Facebook Twitter ข่าว IT
Submit Link คืออะไร?
การ Submit คืออะไร ตอบแบบฟันธง กำปั้นทุบดินการ Submit คือการทำ Off-page ด้วยการสร้าง Backlink ตอบ แบบวิชาการที่ไม่เข้ากะหน้าตาเลยว่า การ Submit เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่ม Backlinks ให้แก่เว็บไซต์ของเรา คือการ Submit เว็บไซต์ของเราเข้า Web Directories นั่นเอง ปกติแล้ว Web Directories จะมีส่วนรองรับการ submit โดยตรงอยู่แล้ว แต่บาง web directories เป็นแบบที่เราต้องเสียเงิน (Paid Directories) บาง web directories เป็นแบบให้แลกลิ้งค์ (Reciprocal Directories) อย่างไรก็ตาม ยังมี web directories ไม่น้อยที่ให้เราสามารถ submit เว็บไซต์ของเราเข้าไปฟรี ๆ ซึ่ง Free Directories นี่แหละครับที่ SiamSubmit แนะนำ เพราะเราจะได้ One-Way Link เข้ามาหาเว็บคุณ ใน keywords หรือ keyphrases ที่คุณต้องการ ในจำนวนที่มาก และประหยัดที่สุด อีกทั้งการมีลิ้งค์เข้ามาหาเว็บคุณจะมาจากหลายโดเมน หลายประเทศ ซึ่งกระจายหลาย Class C IP ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า การมีลิ้งค์มาจากหลาย Class C IP จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เว็บของคุณอย่างไม่ต้องสงสัย โดยที่เราไม่ต้องทำ Link กลับไปให้เขาเลยแต่ณ. ขณะนี้การSubmit ไม่ใช่ การ Submit Web Directories อย่างเดียวอีกต่อไปแล้วนะครับ ยังมีการ Submit อีกหลากหลายแบบ ซึี่งผมจะสรุป ความหมายและ ประโยชน์ของการซัพมิตแต่ละแบบให้ในกระทู้นี้นะครับ
Submit Directory เว็บไดเร็คทอรี่เปรียบได้กับสมุดหน้าเหลือง หรือสมุดโทรศัพท์ จะเป็นเว็บที่เก็บรายชื่อเว็บต่าง ๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสมัยก่อนนั้น Search Engine ยังไม่รุ่งเรืองเหมือนสมัยนี้เวลาเราอยากจะใช้งานเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูลเรา ต้องไปที่เว็บไดเร็คทอรี่ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อสืบค้นข้อมูลตามหมวดหมู่ที่จัดไว้ให้ยกตัวอย่างเช่น
- http://www.dmoz.org/
- http://dir.yahoo.com/
สำหรับการซัพมิตประเภทนี้เป็นการซัพมิตที่ต้องรอทาง เจ้าของ Web Directory ตรวจสอบ Website เราก่อน และให้เค้า Approve ให้เราครับดังนั้นกว่าจะได้ Backlink กลับจากการ Submit ประเภทนี้นั้นต้องใช้ิเวลาพอสมควรครับ เนื่องจากว่าเมื่อ Admin Web Directory Approve ให้เราแล้วก็ต้องรอให้บอทของSearchEngineมาเก็บข้อมูลอีกก็รอกันไปการ Submit Web Directory มีประโยชน์ที่ลิงค์ที่ได้นั้นค่อนข้างมีคุณภาพ (ยิ่งถ้าเป็นเจ้าดัง ๆ อย่างตัวอย่างด้านบนนั้น เว็บมาสเตอร์ทั่วโลกถวิลหาเชียวล่ะ) ลิงค์ที่ได้จะอยู่ทนอยู่นาน ไม่ห่างหายจากเว็บเราง่ายๆ
2. Submit Social Bookmark การซัพมิตแบบนี้เป็นการประยุกต์ใช้ของบรรดา เหล่า Webmaster เองครับ โดยปกติเว็บ Social Bookmark นั้นไม่ได้ไว้ใช้สำหรับสร้าง Backlink โดยปกติหน้าที่ของมันคือ เว็บไซต์ที่เปิดให้ user ทั่วไปที่เป็นนักท่องเว็บไซต์ เข้าใช้งานและเก็บหน้าที่ชอบไว้เหมือนกับ การใช้งาน Favorites ของ IE และ Bookmark ของ Filefox เมื่อเวลาที่ User เหล่านั้นไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง แล้วต้องการเข้าใช้งาน เว็บที่ bookmark ไว้ก็จะเรียกเอาจากเว็บไซต์ที่ให้บริการ Social Bookmark
แต่เมื่อเว็บ มาสเตอร์หัวใสได้ลองใช้งาน และเห็นว่าเว็บไซต์ประเภทนี้ส่งลิงค์แบบ Dofollow ให้ จึงเกิดการซัพมิตเพื่อเอา backlink Dofollow ขึ้น เว็บไซต์ประเภทนี้ยกตัวอย่างได้แก่
http://digg.com
http://delicious.com
http://dekdigg.com
(สำหรับเว็บไซต์ประเภทนี้เขียนด้วยสคริปต์ Pligg ดังนั้นควรเรียกเว็บ pligg มากกว่า แต่ไม่รู้ทำไมคนไทยเรียกเว็บดิ๊ก) เนื่อง จากว่าเว็บไซต์ประเภทนี้จะมีคนมาซัพมิตอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้ หน้า Index นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทำให้ Bot ของ Search Engine ชอบเว็บไซต์ประเภทนี้มากแวะเวียนมาบ่อย ๆ (ผมเคยทำเว็บ Pligg นี่เหมือนกัน บอทมาเยี่ยมเว็บผมทุก 30 วินาที) Backlink ที่ได้จากการ Submit Digg Pligg นี้ จะเป็นประเภท มาเร็ว ดันอันดับเร็ว แรง แต่ Backlink ที่ได้ก็จากไปเร็วเช่นกัน ดังนั้น การซัพมิต และ Backlink ประเภทนี้ผมจึงจัดให้เป็นแบบไม่ยั่งยืนมาไวไปไวเหมาะสำหรับเรียกบอทและทราฟฟิคเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ที่มาจาก: http://www.question.in.th/
Submit Directory เว็บไดเร็คทอรี่เปรียบได้กับสมุดหน้าเหลือง หรือสมุดโทรศัพท์ จะเป็นเว็บที่เก็บรายชื่อเว็บต่าง ๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสมัยก่อนนั้น Search Engine ยังไม่รุ่งเรืองเหมือนสมัยนี้เวลาเราอยากจะใช้งานเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูลเรา ต้องไปที่เว็บไดเร็คทอรี่ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อสืบค้นข้อมูลตามหมวดหมู่ที่จัดไว้ให้ยกตัวอย่างเช่น
- http://www.dmoz.org/
- http://dir.yahoo.com/
สำหรับการซัพมิตประเภทนี้เป็นการซัพมิตที่ต้องรอทาง เจ้าของ Web Directory ตรวจสอบ Website เราก่อน และให้เค้า Approve ให้เราครับดังนั้นกว่าจะได้ Backlink กลับจากการ Submit ประเภทนี้นั้นต้องใช้ิเวลาพอสมควรครับ เนื่องจากว่าเมื่อ Admin Web Directory Approve ให้เราแล้วก็ต้องรอให้บอทของSearchEngineมาเก็บข้อมูลอีกก็รอกันไปการ Submit Web Directory มีประโยชน์ที่ลิงค์ที่ได้นั้นค่อนข้างมีคุณภาพ (ยิ่งถ้าเป็นเจ้าดัง ๆ อย่างตัวอย่างด้านบนนั้น เว็บมาสเตอร์ทั่วโลกถวิลหาเชียวล่ะ) ลิงค์ที่ได้จะอยู่ทนอยู่นาน ไม่ห่างหายจากเว็บเราง่ายๆ
2. Submit Social Bookmark การซัพมิตแบบนี้เป็นการประยุกต์ใช้ของบรรดา เหล่า Webmaster เองครับ โดยปกติเว็บ Social Bookmark นั้นไม่ได้ไว้ใช้สำหรับสร้าง Backlink โดยปกติหน้าที่ของมันคือ เว็บไซต์ที่เปิดให้ user ทั่วไปที่เป็นนักท่องเว็บไซต์ เข้าใช้งานและเก็บหน้าที่ชอบไว้เหมือนกับ การใช้งาน Favorites ของ IE และ Bookmark ของ Filefox เมื่อเวลาที่ User เหล่านั้นไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง แล้วต้องการเข้าใช้งาน เว็บที่ bookmark ไว้ก็จะเรียกเอาจากเว็บไซต์ที่ให้บริการ Social Bookmark
แต่เมื่อเว็บ มาสเตอร์หัวใสได้ลองใช้งาน และเห็นว่าเว็บไซต์ประเภทนี้ส่งลิงค์แบบ Dofollow ให้ จึงเกิดการซัพมิตเพื่อเอา backlink Dofollow ขึ้น เว็บไซต์ประเภทนี้ยกตัวอย่างได้แก่
http://digg.com
http://delicious.com
http://dekdigg.com
(สำหรับเว็บไซต์ประเภทนี้เขียนด้วยสคริปต์ Pligg ดังนั้นควรเรียกเว็บ pligg มากกว่า แต่ไม่รู้ทำไมคนไทยเรียกเว็บดิ๊ก) เนื่อง จากว่าเว็บไซต์ประเภทนี้จะมีคนมาซัพมิตอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้ หน้า Index นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทำให้ Bot ของ Search Engine ชอบเว็บไซต์ประเภทนี้มากแวะเวียนมาบ่อย ๆ (ผมเคยทำเว็บ Pligg นี่เหมือนกัน บอทมาเยี่ยมเว็บผมทุก 30 วินาที) Backlink ที่ได้จากการ Submit Digg Pligg นี้ จะเป็นประเภท มาเร็ว ดันอันดับเร็ว แรง แต่ Backlink ที่ได้ก็จากไปเร็วเช่นกัน ดังนั้น การซัพมิต และ Backlink ประเภทนี้ผมจึงจัดให้เป็นแบบไม่ยั่งยืนมาไวไปไวเหมาะสำหรับเรียกบอทและทราฟฟิคเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ที่มาจาก: http://www.question.in.th/
ทำอย่างไรให้คนมา “ถูกใจ” (Like) เยอะๆ
“ทำอย่างไรให้คนมา “ถูกใจ” (Like) เยอะๆ เพราะการที่มีคนถูกใจแฟนเพจของเรามากๆ จะช่วยให้สิ่งที่เราอยากจะสื่อสารออกทางแฟนเพจไปถึงคนอีกมากมาย วันนี้ผมเลยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
1.การตั้งชื่อแฟนเพจ ควรตั้งชื่่อให้อ่านแว้บแรกแล้วสะกิดความรู้สึกทันที หากคุณตั้งชื่อแฟนเพจแบบเชยๆ หรือแบบธรรมดา จะไม่แรงดึงดูดให้กับผู้ใช้งานสักเท่าไหร่ เช่น คุณอาจจะสร้างเพจเพื่อแนะนำส่วนลดสินค้าหรือบริการต่าง ระหว่างชื่อแฟนเพจ “ลดพิเศษ” กับ “ถูกชิปเป๋ง” คุณว่าอันไหนน่า Like กว่ากันครับ
2. หัวข้อ,เนื้อหาเพจให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เป็นเรื่องที่คนในสังคมกำลังสนใจอยู่ก็ยิ่งจะทำให้คน “ถูกใจ” เพจเราได้ง่ายๆ ครับ
3. ขยันอัพเดทสถานะของเพจ เพจที่มีความเคลื่อนไหว ย่อมน่าสนใจกว่าเพจที่นิ่งๆ ครับ แต่หลายคนก็มักใช้คำซ้ำๆ น่าเบื่อ กับผู้ใช้งาน เช่น “สวัสดียามเช้าค่ะ” “เที่ยงแล้ว กินข้าวหรือยังค่ะ” “ดึกแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” ซึ่งหน้าที่ของผู้ดูแลเพจต้องพยายามคิดคำหรือคำทักทายที่น่าสนใจนะครับ ลองหาแนวทางที่เหมาะสมดู
4. การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามา ที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ก็ คลิ้ก Like ลุ้นรางวัล , โหวตรูปถ่าย , 1 Like = บริจาค x บาท ซึ่งลองดูครับว่า คุณมีงบประมาณส่วนนี้เท่าไหร่ (แต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือ การได้ Like แบบนี้ไม่ค่อยยั่งยืนสักเท่าไหร่ครับ เพราะแรงจูงใจของคนกดไม่ได้มาจากความรู้สึกที่แท้จริง)
5. การแลก Like ก็เช่น นาย A สร้างแฟนเพจชื่อ AA นาย B สร้างแฟนเพจชื่อ BB ทั้งสองก็มาแลกกันกด Like คือ นาย A ไปกด Like แฟนเพจ BB ส่วน นาย B ไปกด Like แฟนเพจ AA (อ่านแล้วงงไหมเนี่ย) แต่ Like แบบนี้ก็ไม่ยั่งยืนเหมือนข้อก่อนหน้านี้แหละครับ
6. คิดทุกครั้งก่อนอัพเดทสถานะ โดยผมขอให้คุณคิดว่า “ข้อความที่คุณจะเขียน ต้องมีประโยชน์กับผู้อ่านที่ถูกใจเพจของคุณ” มันจะช่วยให้เพจของคุณมีพลังมากขึ้นเลยครับ
7. หาโอกาสพบปะกันระหว่างผู้ใช้งานในแฟนเพจ เช่น ทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน พบปะสังสรรค์ เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความรู้สึกผูกพันมากยิ่งขึ้น และเขาจะเป็นกระบอกเสียงกระจายเพจของคุณได้เป็นอย่างดีครับ
8. หากมีเวลาก็เปลี่ยนสถานะเพจของเราให้สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นกับเพจอื่นๆ ได้ โดยเลือกหัวข้อ “ใช้ Facebookในชื่อ(เพจของคุณ)” ซึ่งอยู่ด้านขวามือ ก็จะช่วยให้คนเห็นเพจของเราได้มากขึ้น
9. การใช้สื่อ Offline เช่น ทำป้าย,สติีกเกอร์ หรือสกรีน URL เพจของเราลงบนเสื้อ เช่น FB.com/comthai แค่นี้ก็เพิ่มช่องทางการเห็นเพจของเราได้ไม่ยากครับ
จริงๆ แล้วมีวิธีอีกมากมายที่ช่วยประชาสัมพ้นธ์แฟนเพจของเรานะครับ แต่วันนี้เอาแบบเบาที่เราพอจะทำได้ด้วยตัวเองก่อนนะครับ
ที่มา:http://www.manacomputers.com/
1.การตั้งชื่อแฟนเพจ ควรตั้งชื่่อให้อ่านแว้บแรกแล้วสะกิดความรู้สึกทันที หากคุณตั้งชื่อแฟนเพจแบบเชยๆ หรือแบบธรรมดา จะไม่แรงดึงดูดให้กับผู้ใช้งานสักเท่าไหร่ เช่น คุณอาจจะสร้างเพจเพื่อแนะนำส่วนลดสินค้าหรือบริการต่าง ระหว่างชื่อแฟนเพจ “ลดพิเศษ” กับ “ถูกชิปเป๋ง” คุณว่าอันไหนน่า Like กว่ากันครับ
2. หัวข้อ,เนื้อหาเพจให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เป็นเรื่องที่คนในสังคมกำลังสนใจอยู่ก็ยิ่งจะทำให้คน “ถูกใจ” เพจเราได้ง่ายๆ ครับ
3. ขยันอัพเดทสถานะของเพจ เพจที่มีความเคลื่อนไหว ย่อมน่าสนใจกว่าเพจที่นิ่งๆ ครับ แต่หลายคนก็มักใช้คำซ้ำๆ น่าเบื่อ กับผู้ใช้งาน เช่น “สวัสดียามเช้าค่ะ” “เที่ยงแล้ว กินข้าวหรือยังค่ะ” “ดึกแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” ซึ่งหน้าที่ของผู้ดูแลเพจต้องพยายามคิดคำหรือคำทักทายที่น่าสนใจนะครับ ลองหาแนวทางที่เหมาะสมดู
4. การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามา ที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ก็ คลิ้ก Like ลุ้นรางวัล , โหวตรูปถ่าย , 1 Like = บริจาค x บาท ซึ่งลองดูครับว่า คุณมีงบประมาณส่วนนี้เท่าไหร่ (แต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือ การได้ Like แบบนี้ไม่ค่อยยั่งยืนสักเท่าไหร่ครับ เพราะแรงจูงใจของคนกดไม่ได้มาจากความรู้สึกที่แท้จริง)
5. การแลก Like ก็เช่น นาย A สร้างแฟนเพจชื่อ AA นาย B สร้างแฟนเพจชื่อ BB ทั้งสองก็มาแลกกันกด Like คือ นาย A ไปกด Like แฟนเพจ BB ส่วน นาย B ไปกด Like แฟนเพจ AA (อ่านแล้วงงไหมเนี่ย) แต่ Like แบบนี้ก็ไม่ยั่งยืนเหมือนข้อก่อนหน้านี้แหละครับ
6. คิดทุกครั้งก่อนอัพเดทสถานะ โดยผมขอให้คุณคิดว่า “ข้อความที่คุณจะเขียน ต้องมีประโยชน์กับผู้อ่านที่ถูกใจเพจของคุณ” มันจะช่วยให้เพจของคุณมีพลังมากขึ้นเลยครับ
7. หาโอกาสพบปะกันระหว่างผู้ใช้งานในแฟนเพจ เช่น ทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน พบปะสังสรรค์ เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความรู้สึกผูกพันมากยิ่งขึ้น และเขาจะเป็นกระบอกเสียงกระจายเพจของคุณได้เป็นอย่างดีครับ
8. หากมีเวลาก็เปลี่ยนสถานะเพจของเราให้สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นกับเพจอื่นๆ ได้ โดยเลือกหัวข้อ “ใช้ Facebookในชื่อ(เพจของคุณ)” ซึ่งอยู่ด้านขวามือ ก็จะช่วยให้คนเห็นเพจของเราได้มากขึ้น
9. การใช้สื่อ Offline เช่น ทำป้าย,สติีกเกอร์ หรือสกรีน URL เพจของเราลงบนเสื้อ เช่น FB.com/comthai แค่นี้ก็เพิ่มช่องทางการเห็นเพจของเราได้ไม่ยากครับ
จริงๆ แล้วมีวิธีอีกมากมายที่ช่วยประชาสัมพ้นธ์แฟนเพจของเรานะครับ แต่วันนี้เอาแบบเบาที่เราพอจะทำได้ด้วยตัวเองก่อนนะครับ
ที่มา:http://www.manacomputers.com/
เผยความลับของชิป A6 ใน iPhone 5
ยังคงมีรายงานข่าวเกี่ยวกับ iPhone 5 ให้ได้ติดตามกันอีกวัน หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวานนี้ ซึ่งก็มีคำถามตามติดกันมามากมาย ตั้งแต่เรื่องของการไม่มีเทคโนโลยี NFC หรือระบบชาร์จไร้สายไปจนถึงคอนเน็คเตอร์ Lightning ล่าสุดยังมีอีกคำถามหนึ่งที่หลายคนยังสงสัยอยู่นั่นก็คือ โพรเซสเซอร์ A6 ที่อยู่ใน iPhone 5 ของ Apple ความจริงมันมีกี Core ? และแรงแค่ไหน?

นักวิเคราะห์จาก Nomura Equity Research เปิดเผยข้อมูลเกียวกับชิป A6 โพรเซสเซอร์ตัวใหม่ใน iPhone 5 ว่า มันเป็น ชิป ดูอัลคอร์ Cortex-A15 ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อ Apple จากโรงงานของ Samsung โดยใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ 32nm HKMG นั่นหมายความว่า แอปเปิ้ลเป็นเจ้าแรกในหลายบริษัทที่เริ่มใช้สถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Cortex-A15 ในการพัฒนาโพรเซสเซอร์ โดยมันจะเป็นโพรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ ARM Holding plc ทั้งนี้ทาง ซัมซุงได้เคยเปิดเผยในช่วงปลายปี 2011 ว่า ทางบริษัทได้เริ่มผลิตชิปตัวอย่งดูอัลคอร์ ARM Coretex-A15 ทีมีชื่อว่า Exynos 5250 ด้วยกระบวนการผลิตที่ 32-nm HKMG และจะผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2012 โดยสำหรับ Exynos 5250 จะมีการรวมความสามารถการทำงานของชิปกราฟิก Mali เพื่อใช้ผลิตแท็บเล็ตไฮเด็นด์ด้วย ซึ่งที่สัญญาณนาฬิกา 2GHz ในการทำงานของชิปตัวนี้ ทางบริษัทอ้างว่า มันจะให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นสองเท่าของชิปในตระกูล Exynos ที่เป็นดูอัลคอร์ Cortex-A9 ความเร็ว 1.5GHz

ในการเปิดตัว iPhone 5 แอปเปิ้ลได้ให้รายละเอียดเกียวกับคุณสมบัติ และความสามารถของโพรเซสเซอร์ และกราฟิกน้อยมาก ทางบริษัทกล่าวแค่ว่า โพรเซสเซอร์ A6 จะให้ประสิทธิภาพการประมวลผล และการแสดงผลทางด้านกราฟิกเป็น 2 เท่าของ A5x ทีใช้ใน iPhone 4S โดยทั่วไปโพรเซสเซอร์บนสมาร์ทโฟนจะทำงานด้วยสัญญาณนาฬิกาได้สูงถึง 1.5 GHz แต่การออกแบบด้วย Cortex-A15 จะช่วยอธิบายได้ว่า แอปเปิ้ลเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้กับ iPhone 5 ได้เป็นสองเท่าของ iPhone 4S ได้อย่างไร โดยในส่วนของกราฟิก แอปเปิ้ลยังคงใช้สิทธิบัตรของ Imagination Technologies Group ที่สนับสนุนเทคโนโลยีกราฟิกด้วยชิปดูอัลคอร์ PowerVR SGX543MP2 ดังนั้น A6 ก็น่าจะใช้เวอร์ชัน"ควอดคอร์"กราฟิก PowerVR SGX543MP4 เพื่อทำให้ iPhone 5 สามารถให้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมเป็น 2 เท่าของ iPhone 4S
ที่มาจาก: www.arip.co.th
นักวิเคราะห์จาก Nomura Equity Research เปิดเผยข้อมูลเกียวกับชิป A6 โพรเซสเซอร์ตัวใหม่ใน iPhone 5 ว่า มันเป็น ชิป ดูอัลคอร์ Cortex-A15 ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อ Apple จากโรงงานของ Samsung โดยใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ 32nm HKMG นั่นหมายความว่า แอปเปิ้ลเป็นเจ้าแรกในหลายบริษัทที่เริ่มใช้สถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Cortex-A15 ในการพัฒนาโพรเซสเซอร์ โดยมันจะเป็นโพรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ ARM Holding plc ทั้งนี้ทาง ซัมซุงได้เคยเปิดเผยในช่วงปลายปี 2011 ว่า ทางบริษัทได้เริ่มผลิตชิปตัวอย่งดูอัลคอร์ ARM Coretex-A15 ทีมีชื่อว่า Exynos 5250 ด้วยกระบวนการผลิตที่ 32-nm HKMG และจะผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2012 โดยสำหรับ Exynos 5250 จะมีการรวมความสามารถการทำงานของชิปกราฟิก Mali เพื่อใช้ผลิตแท็บเล็ตไฮเด็นด์ด้วย ซึ่งที่สัญญาณนาฬิกา 2GHz ในการทำงานของชิปตัวนี้ ทางบริษัทอ้างว่า มันจะให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นสองเท่าของชิปในตระกูล Exynos ที่เป็นดูอัลคอร์ Cortex-A9 ความเร็ว 1.5GHz
ในการเปิดตัว iPhone 5 แอปเปิ้ลได้ให้รายละเอียดเกียวกับคุณสมบัติ และความสามารถของโพรเซสเซอร์ และกราฟิกน้อยมาก ทางบริษัทกล่าวแค่ว่า โพรเซสเซอร์ A6 จะให้ประสิทธิภาพการประมวลผล และการแสดงผลทางด้านกราฟิกเป็น 2 เท่าของ A5x ทีใช้ใน iPhone 4S โดยทั่วไปโพรเซสเซอร์บนสมาร์ทโฟนจะทำงานด้วยสัญญาณนาฬิกาได้สูงถึง 1.5 GHz แต่การออกแบบด้วย Cortex-A15 จะช่วยอธิบายได้ว่า แอปเปิ้ลเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้กับ iPhone 5 ได้เป็นสองเท่าของ iPhone 4S ได้อย่างไร โดยในส่วนของกราฟิก แอปเปิ้ลยังคงใช้สิทธิบัตรของ Imagination Technologies Group ที่สนับสนุนเทคโนโลยีกราฟิกด้วยชิปดูอัลคอร์ PowerVR SGX543MP2 ดังนั้น A6 ก็น่าจะใช้เวอร์ชัน"ควอดคอร์"กราฟิก PowerVR SGX543MP4 เพื่อทำให้ iPhone 5 สามารถให้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมเป็น 2 เท่าของ iPhone 4S
ที่มาจาก: www.arip.co.th
การทำ site map ช่วย SEO
Sitemap คืออะไร?
Sitemap หรืออีกชื่อที่คุ้นหูว่า "แผนผังเว็บไซต์" หรือ "แผนที่เว็บไซต์" เป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ที่อธิบายถึงโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sitemap นี้เองจะเป็นเหมือน "สารบัญ" หรือ "หน้าดัชนี" ของเว็บไซต์ ที่่รวม Link ทั้งหมดของเว็บไซต์ไว้ภายในหน้าเดียว และยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine (Google,Bring,Yahoo) อีกด้วย
ข้อดีของการทำ Sitemap
ในเว็บยุคแรกๆ จะนิยมทำ Sitemap เป็นหน้าเว็บหน้าหนึ่ง เพื่อ รวม link ของทุกๆหน้า ให้ผู้เยี่ยมชมได้ทราบถึง แผนผังการเชื่อมโยงทั้งหมดของเว็บไซต์ ในปัจจุบัน ก็มี Sitemap อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ Sitemap สำหรับ Search Engine โดยเฉพาะ เพื่อให้ Search Engine เข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย และเข้ามาเก็บข้อมูลตาม link ที่เราจัดทำไว้ให้ ต่อไปเป็นข้อดีของการทำ Sitemap ที่คุณเองอาจยังไม่ทราบ
•ทำให้ผู้ชมเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างเว็บ และเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
•Sitemap ทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ และเห็นภาพรวมของ Link ในเว็บไซต์ ทำให้ง่ายต่อการพัฒนา เนื่องจาก Sitemap จะแบ่งส่วนของเว็บไซต์ ไว้อย่างชัดเจน
•ทำให้ Bot ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูล (index pages) ได้รวดเร็ว และง่ายขึ้น
•เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO
รูปแบบของ Sitemap
Sitemapสำหรับผู้ชมเว็บไซต์ จะมีลักษณะดังนี้
http://dvision.in.th/about/sitemap.html
http://www.google.com/sitemap.html
Sitemap สำหรับ Search Engine จะมีลักษณะดังนี้
http://dvision.in.th/sitemap.xml
ที่มาจาก:http://dvision.in.th/
Sitemap หรืออีกชื่อที่คุ้นหูว่า "แผนผังเว็บไซต์" หรือ "แผนที่เว็บไซต์" เป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ที่อธิบายถึงโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sitemap นี้เองจะเป็นเหมือน "สารบัญ" หรือ "หน้าดัชนี" ของเว็บไซต์ ที่่รวม Link ทั้งหมดของเว็บไซต์ไว้ภายในหน้าเดียว และยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine (Google,Bring,Yahoo) อีกด้วย
ข้อดีของการทำ Sitemap
ในเว็บยุคแรกๆ จะนิยมทำ Sitemap เป็นหน้าเว็บหน้าหนึ่ง เพื่อ รวม link ของทุกๆหน้า ให้ผู้เยี่ยมชมได้ทราบถึง แผนผังการเชื่อมโยงทั้งหมดของเว็บไซต์ ในปัจจุบัน ก็มี Sitemap อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ Sitemap สำหรับ Search Engine โดยเฉพาะ เพื่อให้ Search Engine เข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย และเข้ามาเก็บข้อมูลตาม link ที่เราจัดทำไว้ให้ ต่อไปเป็นข้อดีของการทำ Sitemap ที่คุณเองอาจยังไม่ทราบ
•ทำให้ผู้ชมเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างเว็บ และเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
•Sitemap ทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ และเห็นภาพรวมของ Link ในเว็บไซต์ ทำให้ง่ายต่อการพัฒนา เนื่องจาก Sitemap จะแบ่งส่วนของเว็บไซต์ ไว้อย่างชัดเจน
•ทำให้ Bot ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูล (index pages) ได้รวดเร็ว และง่ายขึ้น
•เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO
รูปแบบของ Sitemap
Sitemapสำหรับผู้ชมเว็บไซต์ จะมีลักษณะดังนี้
http://dvision.in.th/about/sitemap.html
http://www.google.com/sitemap.html
Sitemap สำหรับ Search Engine จะมีลักษณะดังนี้
http://dvision.in.th/sitemap.xml
ที่มาจาก:http://dvision.in.th/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)