เทคนิคในการจัดทำ SEO โดยใช้ Google Adwords

           มีผู้คนสอบถามมาเยอะเหลือเกิน ว่า "ทำ SEO" เป็นหรือไม่? คำตอบที่อยากตอบคือ ทำเป็นค่ะ แต่จะได้ผลตามที่ต้องในระยะเวลาที่ต้องการเนี้ย ต้องขอลองดูก่อนน่ะค่ะ อิอิ Khonoffice ไม่ใช่คนเก่งอะไรมากค่ะ แต่เป็นคนที่ชอบอ่านอะไรที่เป็นความรู้ใหม่ ๆ วันนี้ก็จะมานำเสนอวิธีการทำ SEO อีกวิธีนึงค่ะ มาอ่านรายละเอียดกันค่ะ
เราสามารถนำ Google Adwords มาประยุกต์ใช้ในการทำ SEO ได้ และได้อย่างดีทีเดียวครับ ดังที่เพื่อนๆคงจะได้ทราบวิธีการทำงานของ Google Adwords กันไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า โฆษณาบน Google Adwords นั้น เป็นโฆษณาที่มีผลกับจิตใจของผู้เห็นโฆษณาภายในเสี้ยววินาทีเท่านั้น เท่ากับว่า ผลลัพธ์ SEO ที่ได้จากการโฆษณาบน Google Adwords นั้น เป็นผลลัพธ์ SEO ที่ดีเยี่ยมยิ่งกว่าโพลใด ๆ ครับ เช่น ถ้าเรา ทำโฆษณาขึ้นมา 2 ชิ้น แล้วทำการโฆษณาแข่งกันบน Google หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์

           สามารถที่จะสรุปเบื้องต้นได้แล้วว่า SEO ข้อความโฆษณาทางด้านซ้ายมือนั้น มีผลในการเรียกความสนใจของผู้ที่อ่านได้มากกว่า (ใน Keywords นั้นๆ) รวมทั้งการใช้ Google Adwords นั้น เราสามารถทำการทดสอบและปรับเปลี่ยนข้อความโฆษณาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถหา Keywords และข้อความโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงได้โดยเร็ว

           ดังนั้นถ้าหากเราจะใช้ประโยชน์จาก Google Adwords เพื่อเทคนิคการทำ SEO ของเว็บไซต์นั้น ผมแนะนำให้ทำดังนี้

• ลองทำการโฆษณาเว็บไซต์ของตนเองด้วย Google Adwords ก่อน เพื่อหา Keywords ข้อความโฆษณา และ landing page ที่มีประสิทธิภาพในการโฆษณาเว็บไซต์ของเราก่อน

• เมื่อเรามี Keyword และข้อความโฆษณาที่สามารถทำกำไรให้กับเราได้แล้ว ก็ลองนำ Keyword, ข้อความโฆษณา และ landing page ชุดนั้นไปโฆษณาบน PPC อื่นๆ เช่น Overture.com, Findwhat.com แล้วดูว่ายังสามารถทำกำไรให้เราได้หรือไม่

• ถ้าหากเราสามารถทำกำไรได้จาก Keyword , ข้อความโฆษณา และ landing page ชุดนั้น เราก็ค่อยทำ SEO เว็บไซต์ของเรา โดยการใช้ Keyword , ข้อความโฆษณา และ landing page ชุดนั้น โดยเราควรจะเลือกทำ SEO กับ Keyword ที่ทำกำไรให้กับเรามากที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก

           ดังนั้นจะเห็นว่า Google Adwords นั้นจะช่วยให้ประโยชน์ในการทำ SEO โดยจะทำให้เราสามารถค้นหา Keywords, ข้อความโฆษณา และ landing page ที่มีความสัมพันธ์กัน ได้โดง่ายและรวดเร็วมากกว่าแต่ก่อนครับ / บทความวิธีหาเงินจาก google adsense

           นอกจากนั้นการทำ SEO ด้วยวิธีนี้ ยังจะทำให้เราสามารถทำกำไรกลับมาได้สูง เพราะว่า เราเน้นการทำ SEO ในชุด Keyword, ข้อความโฆษณา และ landing page ที่สามารถทำกำไรกลับมาให้เราได้สูงอยู่แล้ว (เรารู้ตั้งแต่ก่อนทำ SEO แล้ว ด้วยการทดลองบน Google Adwords ถูกไหมครับ)

          โดยสรุปแล้ว Google Adwords นั้นสามารถนำมาเป็นสื่อในการทดสอบการทำ SEO ได้นั่นเอง เพราะทำได้ง่ายดายกว่ามาก จนกระทั่งเมื่อไหร่ที่เรามี Keywords, ข้อความโฆษณา และ landing page ที่คิดว่าดีและทำกำไรได้แล้ว จึงค่อยนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ในการทำ SEO แบบทั่วไปครับ

ที่มาจาก:http://seo.teeneesanook.com/?p=182

ฮาร์ดดิสก์ "ใกล้เต็ม" พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเหลือน้อยมาก

ปัญหาของผู้ใช้วินโดวส์พีซีที่พบเห็นได้อยู่บ่อยๆ นอกเหนือจากอาการเครื่องอืดแล้ว ก็จะมีเรื่องของฮาร์ดดิสก์ที่ส่วนใหญ่ก็จะมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แต่ที่เป็นปัญหาจริงๆ คือ อาการที่พวกมัน (ฮาร์ดดิสก์) ถูกใช้พื้นที่จนเกือบจะเต็มตลอดเวลา โดยที่ไม่รู้สาเหตุ และไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมอะไรเพิ่มเข้าไป ทีน่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ บางรายลบไฟล์ข้อมูลเน่าๆ ทิ้งแล้ว ฮาร์ดดิสก์ก็ยังบอกว่าใกล้จะเต็มอยู่ดี รันโปรแกรมทำความสะอาดฮาร์ดดิสก์ ก็ยังไม่ช่วยอะไร? ว่าแต่อาการลักษณะนี้มันจะมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้างนะ? เราไปติดตามเฉลยกันได้เลยครับ
ฮาร์ดดิสก์ใกล้เต็มตลอดเวลา อาจมีสาเหตุมาได้หลายทาง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่จัดเก็บข้อมูลไม่ได้ ไปจนถึงทำให้ระบบโดยรวมช้าลง และถ้าหากมันเริ่มเกิดความเสียหาย นั่นหมายถึง ข้อมูลบางส่วน หรือทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์ของคุณ ว่าแล้วเราไปดูสาเหตุกันเป็นข้อๆ กันเลยดีกว่าครับ



ก็แค่มันเต็ม ผู้ใช้หลายคนชอบลองของใหม่ ตลอดจนโหลดคอนเท็นต์ต่างๆ จากอุปกรณ์รอบตัวไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยที่ไม่เคยคิดจะกลับไปดูดำดูดีกับข้อมูลเหล่านี้ แต่แค่อุ่นใจว่า มันอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของเครื่อง ซึ่งไฟล์ข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงไฟล์ข้อมูลอ้างอิงสำหรับงานที่นานๆ ใช้ที ทางออกของปัญหานี้ แนะนำให้ซื้อฮาร์ดดิสก์ภายนอก เพื่อย้ายไฟล์เหล่านี้ออกจากฮาร์ดดิสก์ในคอมพิวเตอร์ของคุณออกมาจะดีที่สุด ส่วนโปรแกรมทำความสะอาดฮาร์ดดิสก์อย่าง Clean up มันช่วยแค่ลบไฟล์ หรือโปรแกรมที่ไม่จำเป็นออกไปเท่านั้น และส่วนใหญ่ไฟล์พวกนี้ก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่ แม้จะทำความสะอาดฮาร์ดดิสก์แล้ว แต่พื้นที่ก็ยังเกือบเต็มอยู่ดี

โดนไวรัสเล่นงาน นอกจากไวรัสจอมแฉที่แอบขโมยข้อมูลในเครื่องส่งให้กับแฮคเกอร์นายของมันบนอินเทอร์เน็ตที่สร้างความเสียหายให้กับผู้ใช้แล้ว ไวรัสหลายๆ สายพันธุ์ยังคงไม่ทิ้งพฤติกรรมการป่วนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณทำงานไม่ได้ หรือมีประสิทธิภาพลดลงจนน่าใจหาย โดยหนึ่งในวิธีการของมันก็คือ การสร้างไฟล์ขยะเข้าไปในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งอาการลักษณะนี้ โปรแกรม Disk clean-up ก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันสามารถสร้างไฟล์เข้าไปได้เร็วกว่าที่จะตามหา และลบได้ทันเสียอีก นอกจากนี้ไฟล์ที่ไวรัสมันสร้างขึ้นบางไฟล์ยังใช้ชื่อเดียวกับไฟล์สำคัญในระบบที่ห้ามลบทิ้งอีกต่างหาก วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ใช้ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสจัดการพวกมันซะ ลงทุนดีกว่า และอย่าไปเผลอเชื่อพวกหน้าต่างป๊อปอัพที่โผล่ขึ้นมาเวลาท่องเข้าไปในเว็บไซต์อันตราย พร้อมทั้งบอกว่า “YOUR COMPUTER HAS A VIRUS! CLICK HERE TO FIX IT!” เพราะมันคือกับดักชั้นยอดที่จะสร้างความเสียหายให้คุณมากกว่าฮาร์ดดิสก์เต็มเสียอีก

ฮาร์ดดิสก์ของคุณใกล้หมดอายุแล้ว ประเด็นสุดท้ายสำหรับอาการฮาร์ดิสก์ใกล้เต็มตลอดเวลา บางทีอาจมาจากฮาร์ดดิสก์ของคุณใกล้เจ๊งเต็มที ซึ่งโดยเฉลี่ยฮาร์ดดิสก์ปัจจุบันจะมีอายุอยู่ที่ประมาณ 7 - 8 ปี ขึ้นอยู่กับความหนักหน่วงของการใช้งาน เพราะถ้าหากดูแลดี พวกมันก็อาจจะมีอายุยืนถึง 10 ปีเลยทีเดียว ประเด็นคือ เมื่อฮาร์ดดิสก์เริ่มมีปัญหา มันจะเริ่มแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับตัวมันผิดพลาด ซึ่งรวมถึงการบอกว่า ฮาร์ดดิสก์เต็มแล้ว ในขณะทีความจริงมันยังไม่เต็ม ลองใช้โปรแกรมเช็คสภาพฮาร์ดดิสก์ โดยคลิกขวาบนไอคอนของไดรฟ์ที่ต้องการตรวจสอบ (เช่น C:) ใน Windows Explorer เลือกคำสั่ง Properties คลิกแท็บ Tools แล้ว ในกรอบ Error-Checking คลิกปุ่ม Check

เตือนผู้ใช้ Windows 7 ปิด Gadget ด่วน

รายงานข่าวล่าสุด ไมโครซอฟท์แนะนำผู้ใช้ Windows Vista และ Windows 7 ให้ยกเลิกการใช้ Gadgets และ Windows Sidebar เนื่องจากมีการแจ้งพบช่องโหว่ที่ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้สั่งรันโค้ดอันตรายผ่านอินเทอร์เน็ตได้ อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่ได้แจงรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับช่องโหว่ เพียงแค่เตือนว่า หากผู้ใช้มีสิทธิ์แอดมิน แฮคเกอร์จะสามารถใช้ Gadgets (โปรแกรมเล็กๆ ที่วางบนเดสก์ทอป หรือ Sidebar บน Windows 7 หรือ Vista) ทะลุทะลวงระบบได้ :O

ไมโครซอฟท์ แจงในบล็อกภายหลังการนำเสนอของ Mickey Shkatov และ Toby Kohlenberg สองแฮคเกอร์ในงานประชุม Black Hat โดยทั้งสองได้เปิดเผยช่องทางการโจมตีไว้ในสไลด์ที่ชื่อว่า "We Have You By The Gadgets" อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกียวกับช่องโหว่แต่อย่างใด นอกจากจะบอกว่า ผู้ใช้มีโอกาสที่จะติดตั้ง Gadgets ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเปิดให้สามารถสั่งรันโค้ดอันตรายผ่านเน็ตได้ "Gadgets ที่ติดตั้งจากแหล่งผู้ให้บริการที่ไม่น่าไว้วางใจ อาจทำให้เกิดความเสียหายกับคอมพิวเตอร์ของคุณได้ แถมยังสามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ ตลอดจนแสดงข้อมูลส่วนตัว หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานของเครื่องได้ในทุกเวลา" ไมโครซอฟท์เตือน

เนื่องจาก Gadgets จะทำงานได้โดยใช้สิทธิ์ของล็อกอินผู้ใช้ขณะนั้น ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ช่องโหว่สั่งรันโค้ดอันตรายด้วยสิทธิ์ระดับผู้ใช้ทั่วไปจนถึงแอดมินระบบ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ขณะนัน สำหรับทางแก้ หรือป้องกันผู้ใช้ ไมโครซอฟท์แนะนำให้ยกเลิก (disable) การทำงานของ Windows Sidebar และ Gadgets บนระบบปฏิบัติการ Windows Vista และ Windows 7 ทุกเอดิชั่น อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติ Windows Sidebar for Gadgets จะถูกตัดออกไปจาก Windows 8
ข้อมูลเพิ่มเติม:http://www.arip.co.th/news.php?id=415349

การหาคนทำ SEO ที่ดี ควรดูที่อะไร

ที่จริงเรื่องนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีผู้ไม่เห็นด้วยเยอะหรือไม่นะครับ แต่อันนี้เป็นประสบการณ์ตรง + สิ่งที่ผมอ่าน ๆ มาตลอดผสมผสานกัน ให้ได้มองเห็นมุมของสายงาน SEO ได้มากขึ้น … โดยส่วนตัวแล้วผมว่าน่าจะได้ประโยชน์น้าาาาา

เข้าเรื่องเลยดีกว่า .. ใครก็ตามที่กำลังตามหา SEO specialist อยู่อาจจะต้องมองให้ไกล ๆ เลยนะครับ (ถ้าไม่ใช่สายปั่น เพราะสายปั่นไม่หวั่นการ Ban ของพี่ Google เท่าใดนัก และมักจะเป็นเว็บเฉพาะด้านที่ไม่ใหญ่เท่าไร) … แต่สำหรับคนที่ทำเว็บขึ้นมาเพื่อการต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนการเปิดร้านค้าร้านหนึ่งแล้วทำการพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ เนี่ย จำเป็นต้องทำงานกับ SEO specialist ที่มองหลาย ๆ ด้านและติดตามข่าวสารในวงการ SE อยู่เสมอ เพราะ SEO เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับทุก ๆ ด้านจริง ๆ การติดตามข่าวสารช้า ก็จะทำให้ปรับกลยุทธไม่ทัน
ส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าคนทำ SEO เก่งจริง ๆ นั้น นอกจากสกิลการทำ seo แล้ว ยังต้องมีสกิล Web Analytics ที่ดีและสนใจความรู้ที่เกี่ยวข้องรอบด้านด้วยด้วย เพราะต้องมองให้ออกว่ามีอะไรเป็นปัจจัยหลักของเว็บบ้าง มีอะไรเป็นปัญหาบ้าง และมีแนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ … เรื่องพวกนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องทั่วไป แต่กลับกระทบหลาย ๆ ส่วน เช่น

- ปัญหาที่แก้มีผลกระทบทางด้าน PR หรือไม่
- จะประสานงานกับหน่วยงาน Marketing อย่างไร ให้ได้ผลทาง SEO ด้วย (โดยเฉพาะ Backlink)
- จะหา feedback เพื่อนำมาปรับปรุงเว็บไซต์อย่างไร
- มีแนวทางให้ target keyword ได้หลาย ๆ keyword หรือเปล่า (ยิ่งเยอะยิ่งดี)
- ถ้ามี keywords หลาย ๆ อันในเรื่องที่คล้าย ๆ กัน จะนำเสนออย่างไร ปรับ title อย่างไร และจัดการกับ landing pages เหล่านั้นยังไง
- จะนำส่วนของ programming มาใช้กับเว็บยังไง ให้ได้ผลทาง seo ด้วย หรือถ้ามีความเข้าใจด้านโปรแกรมมิ่งด้วยนี่ ยิ่งจะทำให้คิดไปได้อีกว่า ระบบแบบไหนเป็นประโยชน์ ควรสร้างยังไง (จะอธิบาย programmer ง่ายขึ้น)
- ถ้ามีการปรับโครงสร้างเว็บควรจะทำแบบไหน ถึงจะเป็นประโยชน์กว่ากัน
- inbound link และ outbound link จะจัดการอย่างไร
- ทิศทางการเคลื่อนไหวของ Google ในประเทศไทยอีกและที่อื่น ๆ โดยเฉพาะที่ ๆ ใช้ภาษาอังกฤษ
- เมื่อต้องทำงานร่วมกับนักทำ SEO จากภายนอกด้วย (บางที่มีทั้งสองอย่าง เพื่อแชร์ความรู้กัน) สามารถมองเห็นถึงด้านบวกและด้านลบ ของ outsourcing seo team มากแค่ไหน
- ลงทุนในการ seo แบบไหนจะประหยัดงบประมาณมากกว่ากัน
- อื่น ๆๆๆ

สิ่งเหล่านี้ถึงแม้ว่าบางอย่างจะเป็นงานของหน่วยงานอื่นเป็นหลัก แต่คนทำ SEO จำเป็นต้องรู้ ถ้าปล่อยให้หน่วยงานอื่นทำเอง อาจจะได้ประโยชน์กับบริษัท แต่ผลประโยชน์ทาง SEO ก็จะได้ไม่เต็มที่ .. กลับกันหากปล่อยให้ SEO ที่ไม่มีความสนใจงานด้านอื่น ๆ มาทำ ก็จะประยุกต์หรือนำเสนอวิธีดี ๆ ไม่ออก …. เพราะฉะนั้นจะง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพกว่ามากถ้า SEO Specialist มีความสนใจผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย

สังเกตุว่าผมไม่ได้พูดถึงจำนวน Network ที่มีในมือ เพราะ network เป็นปัจจัยภายนอก ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล และถ้าตัวบุคคลเก่งจริง + งบประมาณพร้อม การทำ network ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะน่าจะเข้าใจว่าควรจะหา network ภายนอกยังไง แบบไหนได้ระยะ ยาว แบบไหนได้ระยะสั้น แบบไหนเสี่ยงมาก แบบไหนเนียนกว่า (แต่หากตัว SEO คนนั้นมี network ในมืออยู่ด้วยก็คงจะดีมาก ๆ เลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่คนที่มี network มักจะเป็น outsource มากกว่านะ)
ข้อมูลมาจาก:http://www.sciartseo.com/2011/09
โดยส่วนตัวแล้วแอบติดตามบล็อกนี้อยู่เสมอ เพราะเขามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เสนอแนวคิดที่เป็นตนเองได้ดี ถึงแม้จะมีคนค้านเท่าใด แต่เขาก็แค่ขอเสนอในอีกมุมนึง ซึ่งทำให้เราก็คิดตามถึงในแง่ที่แตกต่างกันไป.... ทุกอย่างในชีวิตเราต้องลองผิดลองถูกเสมอล่ะ ยังไง khonoffice ก็เป็นกำลังให้ทุกคนสู้ ๆ น่ะค่ะ

เปรียบเทียบ IE / FF / Chrome / Opera / Safari

Internet Explorerข้อดี
- เป็นบราวเซอร์ที่คนใช้งานมากที่สุดในโลก ได้รับการรองรับจากทุกเว็บไซต์
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ง่าย ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดเพราะไม่เก็บข้อมูลผู้ใช้เลย
- เว็บไซต์เกมทุกเว็บหรือโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆรองรับโค้ดของ IE
ข้อเสีย
- IE เปิดหลาย ๆ แท็บค้างแน่นอน ยิ่งถ้าเปิดเกมส์ไว้ด้วย
- ช้าที่สุด เมื่อเทียบกับบราวเซอร์อื่นๆ
- ใช้หน่วยความจำคอมพิวเตอร์มากที่สุด ซึ่งอาจทำให้เครื่องช้าไปด้วย
Firefoxข้อดี
- เร็วที่สุดในบรรดาเบราเซอร์ที่เราคัดสรรมา
- เต็มไปด้วยอุปกรณ์เสริม ( add-ons )
- ถ้าโดนบุกรุกจากสปายแวร์ ไวรัส หากใช้หมาไฟปัญหาพวกนี้จะไม่ค่อยเจอ (เกือบ 100%) ด้วยระบบการรักษาความปลอดภัยและระบบการอัพเดตอยู่ตลอดจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที
- มีลุกเล่นเยอะ
- มีตัวดาวน์โหลดอยุ่ในตัว
- มีการอัพเดทอยู่เรื่อย ๆ
ข้อเสีย
- google สนับสนุนน้อยลงเนื่องจาก หันไปช่วย chrome แทน
- ผู้ใช้ทั่วโลกยังน้อย เมื่อเทียบกับ IE เพราะ IE มันติดมากับวินโดว์อยู่แล้ว จึงไม่แปลก -__-
- เว็บไซต์ส่วนใหญ่นิยมทำด้วย IE จึงแสดงผลใน Firefox ไม่ได้ หรือถ้าแสดงได้ ก็อาจไม่สมบูรณ์
- ไม่สามารถเข้าไปยังเว้บไซต์ของสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้
- สำหรับคนที่เล่นไฮไฟว์ หมาไฟมันแสดงโค้ดได้ไม่ครบ
- เนื่องจากมีลูกเล่นเยอะ มันก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวคือลูกเล่นเยอะ เปิดแท็บได้เยอะ กินแรมมาก
Google Chrome
ข้อดี
- พื้นที่หน้าจอใหญ่ที่สุดและใช้เนื้อที่คุ้มค่าที่สุด
- เร็วกว่า IE และเร็วพอ ๆ กับ Firefox
- มีแถบสำหรับการเสิชที่รวดเร็ว
- ขนาดไฟล์น้อย ไม่หนักเครื่อง
- หน้าต่างดาวน์โหลดอยู่แถบด้านล่าง ไม่เกะกะเหมือน IE และ Firefox ที่เด้งออกมาอีกหน้าต่างนึง
- ดึงแอพของกูเกิลมาใช้งานอย่างสะดวก
ข้อเสีย
- ตอนพิมพ์ในช่อง พอเราเอาเมาส์ไปคลิกที่อื่นจะกลับมาแก้อีกที ถ้าเป็นภาษาไทย ตัว cusor จะเลื่อนไปอยู่ตรงด้านหน้าสุด (นี่เป็นอย่างนึงที่ไม่ชอบมาก -__-)
- การ drag ข้อความหรือคลุมดำ ทำยากมาก !! มันต้องใช้ความพยายามอย่างสูง ต้องลองใช้เองแล้วจะรู้่
- ไตเติ้ลบาร์สั้น
- เข้าเว็บสถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่ได้เช่นเดียวกับหมาไฟ
- ยังซัพพอร์ตภาษาไทยได้ไม่ดีเท่าที่ควร -__-
- การลบตัวอักษร ถ้าคำที่มีสระอยู่ด้วยมันจะลบไปหมดเลย - -
Opera
ข้อดี
- เร็วกว่า IE Chrome FF (เร็วกว่าหมาไฟนิดนึงนะในความรู้สึก)
- รูปลักษณ์สวย
- กินเมมน้อยกว่า IE แต่ก็ยังไม่เท่า Chrome
- มี download manager ในตัว
- ซัพพอร์ต html css
- Mouse Gestures เริดมาก
ข้อเสีย
- ลูกเล่นน้อย บางหน้าเว็บแสดงผลเพี้ยน
- ของเราเวลาเปิดรู้สึกมันช้ากว่าเบราเซอร์อื่น ๆ
- ไม่ซัพพอร์ตเว็บที่เป็นไออีเท่านั้น เช่น เว็บของสถาบันการเงินต่างๆ (เหมือนหมาไฟกับโครม)
Safari
ข้อดี
- โหลดหน้าเว็บเร็วมาก !! เร็วกว่า firefox ซะอีก Safari ได้ชื่อว่าเป็นเบราเซอร์ที่เร็วที่สุดในโลก OMG !!
- เล่น javascript เร็วกว่าเบราเซอร์อื่นๆทั้งหมดทั้งมวล
- รองรับ Css animations ซึ่งเบราเซอร์อันอื่นไม่รองรับ
- รองรับ Css web font
- มีลุกเล่นเด่น ๆ เจ๋ง ๆ ที่เริดกว่าเบราเซอร์อื่นนิดนึง แต่ลูกเล่นก็ยังไม่เยอะเท่าหมาไฟ
- สแกนข้อมูลได้รวดเร็ว
- ไวรัส สปายแวร์ต่าง ๆ ซาฟารีกำจัดได้ดีกว่า IE และ Firefox ซะอีก
ข้อเสีย
- ลุกเล่นยังไม่ค่อยเยอะ โดยรวมแล้วไม่สุ้ Firefox
- มีปัญหาด้านภาษาไทยเหมือน Chrome
- กินทรัพยากรของคอมพิวเตอร์คุณค่อนข้างเยอะพอ ๆ กับ IE
- ฟ้อนต์เพี้ยนเยอะมาก
- streaming เข้าขั้นห่วยแตก Internet Explorer