การทำ Search Engine

1. การทำ Search Engine
ฟังเหมือนง่าย แต่ยากที่จะทำ แต่เป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้คนเข้าเว็บไซต์ของเราได้เยอะที่สุดและดีที่สุด เพราะ 80% นั้นคนที่เข้าเว็บไซต์ของเรามาจาก Search Engine กันทั้งนั้น โดยการทำ เว็บไซต์ให้ Google รู้จักนั้น มีดังนี้
1.1 ใส่ Keyword ใน Title ของหน้าเว็บ การใส่ keywords ใน title นี้จะช่วยทำให้ Search Engine ต่างๆ รู้ว่า เว็บเราทำเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีผลกับการทำ adsense ด้วยนะ เพราะโฆษณาที่ปรากฏนี้จะอ่านจาก title นี้เป็นสำคัญทีเดียวตัวอย่างการใช้งาน :[title] keyword หลัก , keyword รอง , keyword อื่นๆ [/title] เป็นต้น
1.2 การใส่ Key Word ที่ต้องการในส่วนด้านบนของเว็บไซต์และการเน้นด้วยตัวหนาใส่ keywords ที่เราต้องการให้ระบบของ google จับไปว่า เว็บไซต์ของเราทำเรื่องเกี่ยวกับอะไรนั้น ก็ควรใส่ keywords นั้นๆ เป็นตัวหนา เป็น head1 head2 ยิ่งดีนะ เพราะ พวก search Engine ที่เข้ามาเก็บข้อมูลนั้นจะได้เข้ามาได้ง่ายๆ และรู้ว่า ทั้งเว็บนี้คือเรื่องอะไรตัวอย่างการใช้งาน : [H1] Keyword [/h1] หรือ [H2] Keyword [/H2]
ตัวอย่างการใช้งาน : [BODY][B] Keyword [/B][/BODY]
1.3 หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Flash หรือรูปภาพเยอะ ไม่มีตัวหนังสือการทำเว็บไซต์ด้วยการมี flash หรือรูปภาพล้วนๆ นั้น Search Engine ต่างๆ เมื่อเข้ามาถึงเว็บไซต์เราแล้ว จะอ่านไม่ออกนะ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการใช้ flash หรือรูปภาพ มีได้บ้างเล็กน้อย แต่อย่าทำทั้งเว็บ เพราะ Search engine มันอ่านได้แต่ตัวอักษรหรือ html ปกติเท่านั้น
1.4 หลีกเลี่ยงใช้ออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม
การใช้เฟรม ก็เป็นการออกแบบเว็บไซต์อีกแบบที่ Search Engine อ่านข้อมูลในเว็บไซต์เรา แล้วไม่เจอ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการใช้นะ
1.5 ใช้ keyword ที่บริเวณ ลิงค์เชื่อมโยงมาตรฐาน (Standard Text Link)
คือการเชื่อมโยงในลักษณะ การใช้ Text link เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วแทรก Keyword ผสมเข้าไปด้วยตัวอย่างการใช้งาน : [a href=http://www.basicstep.blogspot.com/] Keyword [/a]
1.6 ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพการตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และการใส่คำอธิบายให้กับภาพนั้น มีผลมากๆ กับการทำ AdSense เพราะระบบของ google จะวิ่งมาจับแม้กระทั่งชื่อรูปภาพที่เราใส่ลงไปด้วยนะ ว่าในเว็บเราเป็นเกี่ยวกับเรื่องอะไร เช่น เปิ้ลทำเรื่องดูดวง รูปภาพก็ควรเป็น horoscope-1.jpg เป็นต้น ไม่ใช่ ใช้ image1.jpg ค่ะ และเน้นย้ำรูปภาพด้วย keywords ซ้ำ ด้วย Alt ตัวอย่างการใช้งาน : [img src="images address" alt="Keyword"]
1.7 จด Domain name ด้วย Keyword (Domain name register)การใช้ Keyword หลักของเว็บในการจด Domain name นั้นหากทำได้ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะระบบ AdSense จะมองที่ domain เป็นสำคัญตัวอย่างการใช้งาน : http://www.basicstep.blogspot.com/
1.8 เรียก Robot เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราสามารถเรียก robot ของ google ให้เข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บไซต์เราได้โดย เข้าไปที่ http://www.google.com/addurl/ เพื่อ add ชื่อเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ google เข้าไปเก็บข้อมูลและเนื้อหาของเราและใส่ เว็บไซต์ของเราลงไปในฐานข้อมูลของ google
1.9 แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่น ๆ อันนี้คงแทบไม่ต้องบอกกันเลยมั๊งค่ะ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง?? เพราะเป็นวิธีที่นิยมกันมามากแล้ว คือ ไปติดต่อกับเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อขอแลกลิงค์กับเว็บไซต์นั้นๆ เมื่อมีผู้เข้าชมที่เราแลกลิงค์ด้วย เขาก็อาจจะแวะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเช่นกัน ข้อควรระวัง : ควรแลกลิงค์กับเว็บไซต์ที่ถูกกฎหมายและศีลธรรมนะคะ คือไม่ควรแลกลิงค์กับเว็บไซต์ ลามก, อบายมุขทั้งหลาย เพราะเราอาจจะติดร่างแห เข้าร่วมวงดนตรี “google ban” ได้ง่ายๆ
1.10 ทำ Site Map ให้กับเว็บไซต์ของคุณการทำ Site Map นี้ จะช่วยให้ เมื่อระบบของ google วิ่งมาในเว็บไซต์เราแล้ว รู้ว่า ควรจะไปทางไหน เหมือนกับเป็นแผนที่นำทาง พา google ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์เราให้ครบทุกจุด
2. การเพิ่ม link
การเพิ่ม link เป็นหลักสำคัญมากอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้มีคนรู้จักเว็บไซต์ของเรา โดยที่การเพิ่ม link มีอยู่ 2 แบบ คือ การแลกลิงค์ (Link Exchange) และ การทำ one way link การแลกลิงค์ (Link Exchange) ก็อย่างที่เราทราบๆ กันดีนะว่า ส่งไปขอให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา ส่ง link มาให้เรา และทางเว็บไซต์ของเราเองก็ส่ง link กลับไปให้ทางเว็บไซต์ของเขาด้วยเช่นกันส่วนการทำ one way link นั้น ถ้าแปลกันตรงๆ ก็คือ ทำ link ทางเดียว ด้วยการที่ ทำอย่างไรก็ได้ ให้เขาส่ง link ให้เรา แต่เราจะไม่ส่ง link กลับไปให้ทางเว็บไซต์นั้นๆ ที่ส่งมาให้ เช่น การที่เว็บของเรามีเนื้อหาที่ดี ก็จะมีบางเว็บไซต์นำ link ของเราไปติดที่เว็บไซต์ของเขา โดยที่เราไม่ต้องร้องขอค่ะ ซึ่ง link ที่ได้มานี้ จะทำให้เว็บเราได้รับคะแนนจาก google ดีขึ้น และช่วยในการทำ SEO เป็นอย่างดีทีเดียว
3. การทำ E-mail Ads
การทำ E-mail Ads นั้น ก็คือ การทำโฆษณาผ่านทาง e-mail นั่นเอง แต่ส่วนใหญ่เมล์ลักษณะนี้ เป็นลักษณะของการทำ spam mail ซะส่วนใหญ่ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ เท่าที่ควร ถ้าเราไม่ทำการ spam mail แล้วล่ะก็ การทำ e-mail ads นั้น ถือว่า เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ของเราที่ได้ผลดีที่สุดเลยทีเดียว ส่วนการทำ E-mail ads นั้น ก็สามารถเริ่มทำได้จากการที่ทำหน้า ให้รับ newsletter ที่หน้าเว็บไซต์ของเราเอง ข้อมูลของสมาชิกที่เข้ารับ newsletter จากเรานั้น ก็จะถูกเก็บเป็นฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการโปรโมทเว็บไซต์ของเราในเว็บที่สร้างใหม่ได้เรื่อยๆ
4. การทำ signature
การทำ Signature นั้น เป็นลักษณะของการทำ One way link อีกแบบหนึ่งเช่นกัน เราสามารถทำ signature ได้ง่ายๆ ด้วยการทำ signature ใน e-mail ของเราเอง เพราะเมล์บางฉบับที่เรา fwd ต่อๆ กันไปนั้น อาจจะมีคนสนใจแล้วเขามาที่เว็บไซต์เราก็เป็นได้ หรือ อาจจะทำ signature ตาม web board ต่างๆ ที่มีกันอยู่อย่างมากมาย เมื่อเราโพสบ่อยๆ เข้า link ก็จะสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ ถือว่าการทำ signature นี้ เป็นการสร้าง link ให้กับเว็บไซต์ของเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ทำให้คนในเว็บบอร์ดนั้นๆ รู้จักและเข้าเว็บไซต์ของเรามากยิ่งขึ้น
5. การใช้สื่อ offline
อย่าลืม… สื่อ offline ทีเดียวนะ เพราะสื่อ offline ให้ผลทาง online ได้ดีทีเดียว โดยสื่อ offline ที่เป็นที่นิยมกันมากคือ การโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ แต่สื่อเหล่านี้ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ดังนั้น อาจจะทำในสื่อ offline แบบอื่นๆ เช่น ที่คั่นหนังสือ ทำสติกเกอร์ติดรถ หรือ ใส่เสื้อที่มีชื่อเว็บไซต์ของเราเอง เพราะให้หลายๆ คนมองเห็นและคุ้นตากับชื่อเว็บไซต์เราได้มากที่สุด
6. การลงโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ
การลงโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ อันได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ ต่างๆ พยายามพูดถึงเว็บไซต์ของเราบ่อยๆ จะทำให้ผู้ฟัง คุ้นหู คุ้นตาได้เป็นอย่างดี
7. อื่นๆ
การโฆษณาประเภทสุดท้ายนี้ คือ การทำอย่างไรก็ได้ให้คนอื่นรู้จักเว็บไซต์ของเรา ง่ายๆ เลย ก็คือ การบอกเล่า ปากต่อปาก ซึ่งวิธีการนี้ เป็นการโฆษณาเว็บไซต์ของ google ที่มีชื่อเสียงได้อย่างปัจจุบัน อย่าดูถูก… อิทธิพลของการบอกเล่า เชียวนะ…. รับรองว่า ได้ผลแน่ๆ

คู่มือ"โน้ตบุ๊ก"แนะนำให้ใช้แบตฯ จนหมด เพื่อยืดอายุการใช้งาน จริงอ่ะ

คำถามคลาสสิกที่ยังคงมีการสอบถามเข้ามาเป็นระยะๆ วันนี้ทางกองบรรณาธิการเว็บไซต์ arip ก็เลยถือโอกาสหยิบมาตอบกันอีกครั้ง เพื่อความชัดเจน และกระชับยิ่งขึ้น คำถามที่ว่านี้เกิดจากความสงสัยที่ว่า คู่มือโน้ตบุ๊กแนะนำให้ใช้แบตฯ จนหมด เพื่อว่าจะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตฯ ได้ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้ว่ามันเป็นความจริง หรือไม่? และเขาควรทำตาม หรือเปล่า?

คำตอบคือ สิ่งที่ระบุในคู่มือนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแล้วครับ!!! แบตเตอรี่ลิเธียมอิออนที่ใช้ในโน้ตบุ๊ก และแก็ดเจ็ตโมบายต่างๆ จะมีตัววัดประจุไฟฟ้าที่อยู่ภายใน (internal charge meter) ที่บอกสถานะการชาร์จ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ความแม่นยำของมันจะลดลง ผลลัพธ์คือ การรายงานประจุไฟฟ้าในแบตฯจะคลาดเคลื่อน โดยอาจจะมาก หรือน้อยกว่าความเป็นจริงก็ได้ นั่นคือ สาเหตุที่บางครั้งเราพบว่า พอใช้อุปกรณ์ไปนานๆ ทำไมบางครั้งแบตฯ หมดเร็ว ทั้งๆ ที่เพิ่งชาร์จเต็ม (ความจริงมันไม่เต็ม)

ดังนั้น การใช้แบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์แก็ดเจ็ตต่างๆ ให้หมดสนิทสัก 2 - 3 ครั้งต่อปี จะช่วยให้ตัววัดของแบตเตอรี่ได้เริ่มต้นปรับแต่งการวัดของมันอีกครั้ง สำหรับขั้นตอนการทำก็คือ ให้คุณชาร์จแบตฯ โน้ตบุ๊กจนเต็ม จากนั้นถอดปลั๊ก และใช้งานตามปกติจนกว่าแบตฯ จะหมด เมื่อเครื่องปิดแล้ว รีชาร์จแบตฯ ให้เต็มอีกครั้ง เป็นอันเรียบร้อย คราวนี้นอกจากคุณจะไม่ต้องงงกับแบตฯที่หมดเร็วเกินเหตุแล้ว การใช้งานแบตฯ ลักษณะนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับแบตฯ อีกด้วย
ที่มาจาก : http://www.arip.co.th/

new iPad กับ Nexus 7 ใครอึดกว่ากัน?

นอกจากเราจะได้เห็นการชำแหละแก็ดเจ็ตใหม่ๆ โดย iFixit แล้ว เว็บไซต์อย่าง SquareTrade ยังช่วยให้ผู้ใช้ได้ทราบถึงความอึดของแก็ดเจ็ตด้วย โดยล่าสุดทางเว็บไซต์ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการทดสอบเปรียบเทียบความแข็งแรงทนทานของ Google Nexus 7 กับ new iPad ของ Apple ด้วยการทำ Drop Test (ทดสอบความทนทานจากการตกหล่น) และ Dunk Test ถ้าพวกมันตกลงไปในน้ำจะเป็นอย่างไร? คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip คิดว่า ของใครจะอึดกว่ากันครับ?

Square Trade ทำการทดสอบ 3 รูปแบบด้วยกัน ตั้งแต่การทำมันตกลงจากมือขณะยืน ผลักมันตกลงจากขอบโต๊ะที่นั่ง และทิ้งมันลงในอ่างอาบน้ำ (ใครที่ชอบแช่ตัวในอ่างพร้อมกับเล่น new iPad หรือแท็บเล็ตอย่าง Nexus 7) ผลปรากฎว่า Nexus 7 ทนทานต่อการตกหล่นมากกว่า โดยหน้าจอสัมผัสยังคงโต้ตอบการใช้งานได้ และมีรอยขีดข่วนด้านหลังเล็กน้อย ในขณะที่ new iPad เกิดรอยขีดข่วนที่ด้านหลังเช่นเดียวกัน แต่หน้าจอกระจกด้านหน้าแตกร้าว ส่วนผลการทดสอบด้วยการทำหล่นจากโต๊ะที่นั่งด้วยการเลื่อนมันให้หล่นลงไปกระแทกกับพื้่นคอนกรีต (ตกจากที่สูงในระดับต่ำกว่าการยืนใช้งาน แต่เป็นการตกโดยขอบลงกระแทกกับพื้น) ผลปรากฎว่า ได้ผลลัพธ์คล้ายกัน โดย Nexus 7 เกิดรอยขีดข่วนด้านหลังเล็กน้อย ในขณะที่ทางด้าน new iPad หน้าจอแตกเป็นครั้งทีสอง

หลังจากทดสอบความทนทานจากการตกหล่นแล้ว SquareTrade ได้ทำการทดลองครั้งที่สามด้วยการนำ new iPad และ Nexus 7 เข้าไปในห้องน้ำ เพื่อทดสอบในกรณีที่ว่า หากเราทำแท็บเล็ตทั้งสองรุ่นตกลงไปในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มจะเป็นอย่างไร? ในขณะที่แท็บเล็ตทั้งสองเปิดให้ทำงาน ผลปรากฎว่า หลังจากนำมันขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำ Nexus 7 ยังคงใช้งานได้ตามปกติ ทั้งหน้าจอ ระบบเสียง และฟังก์ชันการโต้ตอบการสัมผัสยังคงใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ทางด้าน new iPad หน้าจอสัมผัสยังคงใช้งานได้ตามปกติ แต่ระบบเสียงไม่ทำงาน ข้อสรุปที่ได้จากการทดสอบของ SquareTrade ก็คือ Nexus 7 ทนทานกว่า new iPad ทั้งการทำร่วงหล่น และจมน้ำ สำหรับการทดสอบที่่ลุ้นระทึก และน่าใจหายเวลาที่เห็นแก็ดเจ็ตทั้งสองตกจากที่สูงกระแทกพื้นคอนกรีต หรือจมน้ำ คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip สามารถชมได้จากคลิปข้างล่างนี้ครับ

ที่มาจาก : http://www.arip.co.th/news.php?id=415376

การเปิดร้านค้าแล้ว ทำอย่างไรให้ขายสินค้าได้

การขายของไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านแบบปกติ หรือ เป็นการเปิดร้านค้าออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดร้านค้าแล้ว ทำอย่างไรให้ขายสินค้าได้ และขายสินค้าได้ดี  สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ทางร้านค้ามีการทำการตลาดได้ดีแค่ไหน….? 
  
ถึงแม้การขายสินค้าออนไลน์จะ สามารถช่วยให้ผู้ขายประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในเรื่องของสินค้า พนักงานขาย และให้บริการได้ตลอด 7 วัน 24 มีผู้คนมากมายออนไลน์และทำการซื้อขายเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การมีเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายสินค้าจึงไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะยังมีองค์ประกอบที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ “การตลาด” ซึ่งเราได้ทำการสรุป องค์ประกอบที่จำเป็นและมีผลต่อยอดขายที่จะช่วยให้การเปิดร้านค้าออนไลน์ สามารถขายสินค้าได้ และขายได้ดีในแบบที่เราต้องการ ซึ่งมีทั้งหมด 5 องค์ประกอบ ดังนี้

องค์ประกอบที่หนึ่ง ผลิตภัณฑ์ (Product)
แม้เว็บไซต์จะมีความสวยงาม แต่หากผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ความสวยงามหรือตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงควรที่จะมีการวิเคราะห์สินค้าว่ารูปแบบควรเป็นลักษณะใด การใช้ประโยชน์ของสินค้า และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อ


องค์ประกอบที่สอง ราคา (Price)
ผู้ขายควรเน้นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า หมั่นตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงราคาของคู่แข่งใกล้เคียง สำหรับการตั้งราคาเพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ขายจะต้องมีการคำนวณต้นทุนให้รอบคอบ หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น




องค์ประกอบที่สาม ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)
คำกล่าวที่ว่า ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ดูจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักอยู่เสมอในโลกธุรกิจ ถ้าจะเทียบกับเว็บไซต์ การหาทำเลอาจจะเทียบเคียงได้กับการตั้งชื่อร้านค้า ที่ศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตเรียกว่า โดเมนเนม (Domain Name) ร้านค้าเหล่านี้เปรียบเสมือนยี่ห้อสินค้า และชื่อเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับทำเลทองย่านการค้า การจดทะเบียนโดเมนเนมจึงควรเลือกชื่อที่จดจำได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่ชื่อที่ดี มักจะถูกจดไปหมดแล้ว ในปัจจุบันจึงเกิดธุรกิจซื้อขายเฉพาะชื่อโดเมนเนมเกิดขึ้น


องค์ประกอบที่สี่ การส่งเสริมการขาย (Promotion)
การส่งเสริมการขายบนเว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับการค้าปกติ โดยรูปแบบมีตั้งแต่การจัดชิงรางวัล การให้ส่วนลดพิเศษในเทศกาลต่างๆ รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้า ให้ได้มากที่สุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด


องค์ประกอบที่ห้า การรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy)
การซื้อขายผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ซื้อต้องมีการกรอกข้อมูลส่วนตัวของตนส่งไปให้ผู้ขาย ดังนั้น ผู้ขายจะต้องรักษาความลับของข้อมูลเหล่านี้ โดยต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าก่อนได้รับอนุญาต ผู้ดูแลเว็บไซต์จำเป็นต้องสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกโจรกรรมออกไปได้ และดูแลอย่างเคร่งครัด



ทั้งนี้ ส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ผู้ขายหรือผู้ผลิต ควรมีการวางแผน และสร้างกิจกรรมที่สัมพันธ์กัน ตั้งแต่การเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดกลุ่มเป้าหมาย ในระดับราคาเหมาะสม และมีชื่อโดเมนเนมที่ผู้ซื้อจดจำได้ง่าย สะกดผิดยาก มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเว็บไซต์ให้ลูกค้ารู้จัก และมีบริการหลังการขายที่ดีให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และต้องรักษาความลับลูกค้าได้ .......  เพียงเท่านี้ การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม...

ข้อมูลจาก : www.makewebeasy.com

แนะนำ 60 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เด็ดๆ ที่ให้คุณดาวน์โหลดไปใช้ฟรี!!!

มาโหลดโปรแกรมฟรี!...กันดีกว่า
  1. Firefox เว็บบราวเซอร์ผลงานของ Mozilla โดยอดีตผู้สร้างบราวเซอร์ที่โด่งดัง Netscape
  2. VLC โปรแกรมสำหรับเปิดไฟล์เพลง ไฟล์ภาพยนตร์ต่างๆมากมาย
  3. CCleaner โปรแกรมสำหรับลบไฟล์ขยะบนคอมพิวเตอร์
  4. Dropbox โปรแกรมสำหรับฝากไฟล์ไปยังเนื้อที่ออนไลน์บนอินเตอร์เน็ต รองรับทั้ง Notebook , smartphone และ tablet
  5. 7-Zip โปรแกรมบีบอัดไฟล์ เป็น Zip ไฟล์ ที่คุณสามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี
  6. OpenOffice.org โปรแกรมพิมพ์งาน โปรแกรมชุดสำนักงานที่สามารถใช้ทดแทนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์อย่าง Microsoft Office
  7. Google Chrome
  8. μTorrent โปรแกรมโหลดไฟล์ P2p บิตทอเรนท์
  9. Notepad + + โปรแกรมพิมพ์ ที่คุณสามารถเปิดไฟล์เพื่อแก้งานเขียนโค้ดเว็บไซต์ HTML และการเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ
  10. Gmail เว็บไซต์บริการฟรีอีเมลล์ที่สามารถใช้บริการจาก Google ได้ทุกอย่างเลยทีเดียว
  11. GIMP โปรแกรมสำหรับตกแต่งภาพที่มีความสามารถคล้ายคลึงกับ Photoshop รองรับทั้ง MAC , Windows และติดมากับ Linux Ubuntu
  12. Paint.NET โปรแกรมสำหรับแต่งภาพ ใช้งานได้ฟรี และทำงานได้เยี่ยมกว่า paint ที่แถมมากับ Windows แถมปลั๊กอินสำหรับ Paint.net ที่ช่วยให้คุณสามารถเปิดไฟล์ psd สำหรับ Photoshop ได้
  13. Microsoft Securiry Essentials โปรแกรม กำจัดไวรัส ช่วยตรวจสอบและกำจัดไวรัสบนคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ Windows ทั้งนี้ Microsoft แจกให้คุณได้ใช้งานฟรี
  14. Revo Uninstaller โปรแกรมสำหรับถอนการติดตั้งโปรแกรม ไม่ให้เหลือไฟล์ขยะหรือไฟล์ระบบของโปรแกรมที่เคยติดตั้งค้าง
  15. Evernote โปรแกรมสำหรับจดบันทึก ซึ่งสามารถ sync หากันได้ระหว่าง notebook มือถือ และแท็บเล็ต , iรวมเทคนิคเด็ดสำหรับผู้ใช้ Evernote
  16. Thunderbirds โปรแกรมสำหรับจัดการอีเมลล์ ที่สามารถใช้แทนพวก Microsoft Outlook
  17. Audacity โปรแกรมสำหรับอัดเสียง ตัดต่อเสียง ทำ ringtone mp3
  18. ImgBurn (เป็นโปรแกรมสำหรับทำการเขียนซีดีและเขียนดีวีดี Burn dvd แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์อย่าง Nero Burning ROM )
  19. Picasa (โปรแกรมจัดการ Gallery รูปภาพจาก Google พร้อมเทคนิคพิเศษ สามารถจัดภาพถ่ายของคุณแบบจำใบหน้าได้ : Picasa 3.5 จัดภาพถ่ายของคุณด้วยการรู้จำใบหน้า )
  20. Skype (โปรแกรม VOIP สามารถแชตและวีดีโอแชตสนทนาเห็นหน้าได้ รองรับทั้ง Windows Mac Linux รวมทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตบนระบบปฏิบัติการ Symbian , windowsphone , iOS และ Android : คุ้มครอง Skype ของเราเต็ม )
  21. Pidgin (โปรแกรมแชตสารพัดประโยชน์ แชตร่วมกับพวก irc , Windows Messenger , icq , Yahoo Messenger , AIM , google talk และอื่นๆอีกมากมาย
  22. ubuntu ระบบปฏิบัติการฟรี ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ Linux ที่นิยมใช้มากที่สุดและเติบโตเร็วที่สุด ที่นับวันหน้าตาสวยขึ้นคล้ายกับแนว MAC ทุกที ที่คุณสามารถดาวน์โหลดติดตั้งคู่กับระบบปฏิบัติการ Windows ได้
  23. iTunes (โปรแกรม sync เพลง และจัดการเพลงบนอุปกรณ์ iOS ที่โหลดใช้งานได้ฟรี )
  24. foobar2000 โปรแกรมฟังเพลงสุดแนว
  25. Foxit Reader โปรแกรมสำหรับอ่านไฟล์ Pdf
  26. FileZilla โปรแกรมสำหรับจัดการไฟล์ผ่าน FTP
  27. VirtualBox โปรแกรมสร้าง Visual Machine จำลองบนคอมพิวเตอร์ของเรา มีไว้สำหรับการลองลงระบบปฏิบัติการต่างๆเช่นพวก windows หรือ Ubuntu รุ่นใหม่ๆเป็นต้น
  28. TrueCrypt โปรแกรมแนวรักษาความปลอดภัย เข้ารหัสและถอดรหัสโดยอัตโนมัติ
  29. Avast! โปรแกรมฟรี Antivirus ยอดนิยม
  30. Defraggler โปรแกรมสำหรับจัดระเบียบดิสก์ ให้คอมทำงานได้เร็วขึ้น
  31. KeePass โปรแกรมช่วยจำรหัสผ่าน ที่ใช้งานสะดวกสบายและปลอดภัย
  32. Opera เป็นเว็บบราวเซอร์ 1 ใน 4 เว็บบราวเซอร์ยอดนิยม
  33. AVG โปรแกรมกำจัดไวรัสฟรียอดนิยม
  34. Digsby โปรแกรมที่ดีที่สุดสำหรับขาออนไลน์ ที่ชอบทั้งแชต เช็คอีเมลล์ และเล่น Social Network เป็นประจำ
  35. Google Reader เว็บไซต์สำหรับอ่านข่าว RSS Feed
  36. Winamp โปรแกรมฟังเพลงยอดนิยม
  37. Google Earth โปรแกรมสำหรับดูแผนที่ประเทศต่างๆในมุมมองแบบลูกโลก
  38. TeraCopy โปรแกรมที่ช่วยคัดลอกไฟล์ และย้ายไฟล์ได้เร็วมากๆ
  39. Launchy ตัวช่วยตัวใหม่ที่อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงโปรแกรมได้ดีขึ้น แทนปุ่ม start ในระบบปฏิบัติการ Windows
  40. Transmission โปรแกรมบิตทอเรนต์สำหรับ MAC และ Linux
  41. IDE Eclipse โปรแกรมสำหรับภาษาซี
  42. SpyBot Search & Destroy โปรแกรมสำหรับกำจัดไฟล์พวกสปาย ไฟล์อันตราย ไฟล์ขยะ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
  43. Adium อีกหนึ่งโปรแกรมสำหรับแชตสนทนา
  44. PuTTy โปรแกรม telnet
  45. Songbird โปรแกรม Opensource ที่มีความสามารถคล้ายกับโปรแกรมฟังเพลงอย่าง iTunes
  46. sumatra PDF โปรแกรมสำหรับอ่านไฟล์ PDF
  47. XBMC โปรแกรมพวกมีเดียเซนเตอร์ ไว้ดูหนังฟังเพลงแบบเปิดผ่านจอใหญ่ ดาวน์โหลดใช้ฟรี
  48. Blender โปรแกรมฟรีที่สามารถออกแบบสร้างแอนิเมชั่น
  49. CDBurnerXP อีกโปรแกรมฟรี สำหรับการเขียนซีดี ที่มีความสามารถคล้ายกับ Nero Burning Rom
  50. Everything โปรแกรมสำหรับ search หาไฟล์บนคอมพิวเตอร์ที่ทำงานค้นหาได้รวดเร็ว
  51. Handbrake โปรแกรมสำหรับใช้แปลงแผ่น DVD และ Blu-ray ให้เป็นไฟล์ MP4 และ MKV.
  52. Rainmeter โปรแกรมเด็ดสำหรับตกแต่งหน้าจอให้ดูดีทันสมัย
  53. AutoHotkey โปรแกรมตั้งคีย์ลัด เพี่อเรียกโปรแกรม หรือคำสั่งต่างๆได้เร็วขึ้น เป็นโปรแกรมยอดฮิตมากที่ใช้ในวงการเกม DotA
  54. Google Calendar เว็บไซต์สำหรับจัดการปฏิทินส่วนตัว เปิดได้ทั้งทางเว็บไซต์ ทางคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และ มือถือ รวมทั้งสามารถใช้ร่วมกันกับกิจกรรมบน Google Plus
  55. MediaMonkey โปรแกรมสำหรับจัดการเพลง
  56. Quicksilver โปรแกรมสำหรับ Mac ที่สามารถเข้าถึงโปรแกรมต่างๆได้เร็วขึ้น
  57. WinSCP โปรแกรม FTP สำหรับ Windows
  58. Boxee โปรแกรมสำหรับมีเดียเซนเตอร์ ดูหนัง ฟังเพลงบน PC ของคุณ
  59. AdBlock Plus ปลั๊กอินเสริมบน Firefox และ Chrome ไว้สำหรับ Block ปิดพวกโฆษณาบนเว็บไซต์ต่างๆ
  60. Media Player Classic โปรแกรมสำหรับเปิดไฟล์มีเดียต่างๆเช่นไฟล์เพลง และไฟล์วีดีโอ ที่ดีที่สุดสำหรับบนระบบปฏิบัติการ Windows
ข้อมูลจาก Lifehacker