มารู้จัก HTML5 กันดีกว่า....

HTML 5 คืออะไร
HTML 5 เป็นการรวมตัวกันของ HTML + CSS+Javascript เนื่องจากในสมัยนี้ การแสดงผลในหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นมีหลายขนาดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุคขนาดหน้าจอต่าง ๆ iPad ,Galaxy Tab เป็นต้น
แต่การจะตกแต่งเว็บไซต์ ให้ดูดีมีสไตล์นั้น บางคนก็นิยมใช้แฟลชกันอยู่....ซึ่งไม่สามารถนำมาแสดงผลได้ในหน้าจอ iPad iPhone ได้ ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้ได้ทุก Platform และมีลูกเล่นได้ตามต้องการนั้น ก็คือ การออกแบบด้วย HTML5 + CSS3 นั่นเอง
  • Semantics: เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้ดีไซตเนอร์และโปรแกรมเมอร์ทำงานด้วยกันได้อย่างราบรื่นขึ้น HTML5 จะสามารถตั้งชื่อ element ได้เอง จากเดิมที่เราใช้ div ,span แต่ HTML5 จะสามารถตั้งแท็ก หรือ ได้ โดยการระบุชื่อ element นั้นจะทำให้ดีไซต์เนอร์สามารถเข้าใจว่า ส่วนใดเป็น Header Foote article นอกจากนี้การระบุชื่อของแบบเฉพาะเจาะจง
  •  Offline & Storage: เมื่อก่อนระบบเว็บไซต์จะมี cache หรือ cookie เพื่อสำหรับเก็บค่าต่าง ๆ ของผู้ใช้ แต่ใน HTML5 นั้น จะสามาระเก็บเกมหรืออะไรก็ได้ตามเก็บว็ในเครื่องโดยไม่จำเป็นต้องโหลดซ้ำอีก เช่น เกมส์ ข้อดีของ Offline Storage ก็คือ สามารถใช้งานตามความสามาถของ Web App ได้ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ตก็ตาม เช่น ใช้งาน Google Docs หรือ Gmail แบบ Offline ได้ พอต่ออินเทอร์เน็ตก็จะสามารถ Syn ข้อมูลหากันเอง 
  • Device Access: วิวัฒนาการจะเปลี่ยนไป และอีกไม่นานเราอาจสามารถใช้อุปกรณ์ได้อีกหลากหลาย และไม่จำเป็นต้องอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ 
  • Connectivity: โดยปกติเราจะใช้ port 80 ในการเข้าชมเว็บไซต์ แต่หลังจากนี้ HTML5 ที่รองรับการใช้ port สารพัดชนิด ก็จะทำให้เราสามารถใช้ฟังชั่นก์การทำงานอื่น ๆ เช่น chat, เปิด FTP
  • Multimedia: สามารถชมภาพและเสียงได้โดยไม่ต้องลง Flash หรือส่วนอื่น ๆ เช่นหากต้องการลง Youtube ใน HTML5 นั้นสามารถใช้แท๊ก และ 
  • 3D,Graphics & Effects: รองรับการทำงานแบบ 3D , การแสดงผลที่มีลูกเล่นมากขึ้น 
  • Performance & Integration: ใช้ระบบที่ทำให้เราสามารถเปิดเว็บที่มี Content เร็วขึ้น 
  • CSS3: รองรับการตกแต่ง ดีไซต์ และแสดงผลเว็บไซต์ให้ตรงตามมาตรฐาน

ความสามารถใน CSS3
  • Round Corners: สามารถลบมุมได้  
  • Background Decoration: ใส่ background ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น image หรือใส่หลาย image ได้ จะใส่สี ใส่สีแบบไล่เฉด สั่ง tile background ได้) 
  • Colors: ตั้งค่าสีได้หลายโหมด จากเดิมเราจะต้องใช้สีในโหมด RGB หรือ Hex Color (ที่เป็นโค้ดรหัส 6 ตัว #3b5998 ฯลฯ) ก็สามารถใช้สีในระบบอื่นได้ เช่น HSL (Hue, Saturation, Lightness) หรือจะใช้ระบบ HSLA หรือ RGBA (A คือ Alpla คือค่าความโปร่งใสของสี) ก็ได้ 
  • Text-Effects: ใส่เงา (text-shadow) หรือตั้งค่า text-overflow (มีตัวอักษรอะไรเกินกรอบที่กำหนดไว้ ก็ตั้งค่าให้แสดงผลเป็นตัวอักษร “…” อะไรแบบนี้ก็ได้) 
  • Attribute Matching: ตั้งค่า css อิงตาม element ที่มีลักษณะตามที่กำหนดได้ เช่น ลิงก์ a ที่มีคำว่าแพนด้า ให้แสดงผลเป็นตัวอักษรขาวพื้นหลังดำTransformation: การจับ, บิด, หมุน ตัวอักษร ภาพ หรืออะไรก็ตามโดยไม่เสียรูปเดิม 
  • Box Model: เนื่องจาก CSS3 ปรับปรุงการจัดระเบียบ การแสดงผล มองทุกวัตถุเป็น box ซึ่งครอบคลุมและรองรับการใช้งานที่จะเกิดขึ้นมากขึ้น 
  • Webfont: รองรับการแสดงผลในฟอนต์ที่หลากหลายมากขึ้น ก็คือในหน้าเว็บ เราไม่จำเป็นจะต้องใช้ฟอนต์ธรรมดาสามัญอย่าง Tahoma, Arial, Thonburi แต่สามารถใช้ฟอนต์ที่สวยงามและหลากหลายได้ด้วยเทคนิค @font-face ซึ่งบริการเว็บฟอนต์ที่เป็นที่รู้จักกันก็คือ Google Webfont นั่นเอง 
  •  Animation: ตั้งค่าให้แสดงอนิเมชั่นจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่ง (tween) อะไรแบบนี้ก็ได้

วิธีถ่ายภาพสินค้าให้น่าซื้อ ง่ายๆ ราคาถูก แบบมืออาชีพ

Product

กระแสการค้าขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตกำลังมาแรง เพราะใช้เงินลงทุนน้อย ไม่ต้องจ้างลูกจ้าง หรือเช่าพื้นที่ทำร้านให้เสียสตางค์ ทำให้หลายๆ คนอยากมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายของบนอินเทอร์เน็ตกันบ้าง

การมีหน้าร้านออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งสำคัญก็คือ ทำยังไงถึงจะให้ร้านของเราสามารถแข่งขันกับร้านอื่นๆ (ซึ่งมีอยู่เป็นร้อยเป็นพัน) นอกจากเรื่องของราคา การประชาสัมพันธ์และบริการแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ภาพถ่ายของสินค้าต้องสวยงาม ดึงดูดใจเอาไว้ก่อน (ถึงแม้สินค้าตัวจริงจะดูไม่ได้ก็เถอะ)? ฉบับนี้มีเคล็ดลับในการเตรียมภาพสินค้าสำหรับร้านค้าออนไลน์ ให้สวยงามดึงดูดใจลูกค้า มาแนะนำให้ลองนำไปใช้ดู

1. เตรียมสินค้าให้พร้อมก่อน
ไม่ว่าเราจะขายอะไรก็ตาม ของมือหนึ่ง ของมือสอง ของมีตำหนิหรือของค้างสต๊อค ฯลฯ เราควรตรวจสอบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย สวยงามเสียก่อน กล่องใส่สินค้าก็ควรจัดให้อยู่ในสภาพดีๆ (เท่าที่จะทำได้) การจัดเตรียมสินค้าในเบื้องต้นนอกจากจะช่วยให้การถ่ายภาพในขั้นตอนต่อไปง่ายขึ้นแล้ว ยังสื่อให้เห็นถึงความเอาใจใส่ต่อสินค้าของผู้ขายด้วยถ่ายภาพสินค้า

2. เตรียมกล้องให้พร้อม
ถ่ายภาพสินค้า ไม่ต้องใช้กล้องและเลนส์ระดับเทพ ถ้าเราไม่ได้คิดจะเปิดสตูดิโอรับงานถ่ายสินค้าให้แบรนด์ดังๆ กล้องที่ใช้ถ่ายจะเป็นกล้องคอมแพคหรือ SLR แบบธรรมดาๆ ก็เพียงพอแล้ว (ถ้าเป็นกล้องคอมแพคก็จะดีหน่อยตรงที่ถ่ายมาโครได้) หากใช้กล้อง SLR ก็ควรดูช่วงเลนส์ที่ใช้นิดนึง หากสินค้าที่จะถ่ายมีขนาดเล็กมาก เช่น พวกเครื่องประดับ ก็อาจจะต้องหาเลนส์มาโครเพิ่ม เพื่อจะได้ภาพที่ชัดเจนขึ้น แนะนำให้ลองเข้าไปหาเลนส์มือสอง ตามเว็บไซต์ต่างๆ ดูก่อน อาจจะได้ของดีราคาถูกมาใช้ก็ได้ ส่วนสินค้าอื่นๆ เลนส์ช่วงนอร์มอล ปกติก็ใช้งานได้ดี

how-to-make-a-inexpensive-light-tent

3. เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น
อุปกรณ์แนะนำ หากคิดจะถ่ายภาพสินค้า นั่นก็คือ Light tent เป็นอุปกรณ์ลักษณะคล้ายๆกล่องหุ้มด้วยผ้าสีขาว เอาสินค้าวางไว้ข้างใน และใช้แสงส่องจากด้านนอกเข้าไป Light tent จะช่วยให้แสงนุ่มนวลขึ้น ลดการเกิดเงา
สนนราคาของตัวมันมีทั้งแบบถูกและแพง เลือกซื้อกันได้เลย แต่แนะนำให้ทำขึ้นเองถูกดี วิธีการสร้าง Light tentโดยประยุกต์เอาจากอุปกรณ์ใกล้ๆ ตัว เช่น กล่องกระดาษ ท่อน้ำ กระดาษไข หรือผ้าขาว รวมๆ แล้วใช้งบไม่เกินห้าร้อยบาท สำหรับไฟที่ใช้ก็หาซื้อโคมไฟอ่านหนังสือมาสักสองตัว เพื่อใช้ส่องสว่าง (ไม่จำเป็นต้องใช้แฟลช) การถ่ายภาพด้วย Light tent นอกจากเราจะสามารถควบคุมตำแหน่งทิศทางของแสงแล้ว ยังช่วยให้ภาพสินค้าของเราดูเป็นมืออาชีพขึ้นด้วย
light-tent ตัว Light tent สามารถใช้ถ่ายสินค้าได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ของใช้ ไปจนถึงอาหาร หากจะสร้าง Light tent ขึ้นมาใช้งานเอง ให้คำนึงถึงขนาดของสินค้าที่เราจะถ่ายด้วย หากสินค้ามีขนาดใหญ่ก็ต้องสร้าง Light tent ให้ใหญ่ขึ้น และอาจต้องใช้ไฟมากกว่า 1 ดวง

ตัวอย่างวิธีทำ Light tent
3.1 เตรียมอุปกรณ์ กล่องกระดาษ กรรไกร กาว ตลับเมตรหรือไม้บรรทัด ปากกา กระดาษกาว กระดาษสีขาว และผ้าสีขาว

Boxsupplies



3.2 วัดขนาดแล้วใช้ปากกาวาด กล่องเป็นสี่เหลี่ยมเท่าๆ กันทั้งสี่ด้าน

step3 cut

3.3 ใช้กรรไกรตัดตามรอยปากกาที่วาดไว้

step4 complete

3.4 ใช้ผ้าสีขาวติดตรงที่ตัดไป แล้วใช้กระดาษแข็งสีขาววางข้างในกล่องดังภาพ เป็นอันเสร็จ

soft box result

dps tent softboxresult

4. เลือกฉากหลังให้ดีๆ
ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งในการถ่ายภาพสินค้า ที่มักพบเห็นตามเว็บไซต์ต่างๆ ก็คือ การใช้ฉากหลังหรือ Background ที่ไม่เหมาะสม บางเว็บถ่ายภาพสินค้าจากในห้องนอนของตัวเองนั่นแหละ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรครับ แต่สิ่งที่ติดมากับภาพสินค้าก็คือ สภาพห้องหับอันรกรุงรัง เสื้อผ้ากองระเกะระกะ แบบนี้ลูกค้าเห็นแล้วคงส่ายหน้า หรือบางที่ก็วางสินค้าไว้กับพื้นห้องมีแต่รอยฝุ่น ดูแล้วไม่เจริญหูเจริญตาเลย (แถมทำให้มูลค้าสินค้าตกต่ำลงไปอีก) ดังนั้นหากคิดจะถ่ายสินค้าให้ดูดีแล้ว ควรเลือกฉากหลังให้ดีครับ ฉากหลังที่ดีควรเป็นสีเรียบๆ ไม่ควรมีสีฉูดฉาดหรือสะท้อนแสงมาก ง่ายๆ เลยก็คือ หากระดาษสีขาวหรือสีดำ แผ่นใหญ่ๆ หน่อย สีละสองแผ่น แผ่นหนึ่งใช้รองพื้น ส่วนอีกแผ่นใช้เป็นฉากหลัง หรือหากอยากได้พื้นที่สะท้อนตัวสินค้า ก็ลองใช้แผ่นอะครีลิคสีขาวหรือดำวางเป็นพื้นดูครับ การใช้ฉากหลังเรียบๆ จะช่วยขับให้สินค้าของเราดูโดดเด่น น่าซื้อขึ้นมาก

5. ควบคุม Depth ให้เหมาะสม
Depth ที่ว่านี้ก็คือ ความชัดลึกของวัตถุนั่นเองครับ หากถ่ายด้วยกล้อง SLR ให้เลือกใช้โหมด A เพื่อควบคุมรูรับแสงเอง ในการถ่ายภาพสินค้าทั่วๆ ไป ควรเน้นให้เห็นรายละเอียดของสินค้าอย่างชัดเจน (ขึ้นอยู่กับว่าถ่ายอะไร) อย่าให้เบลอหรือหลุดโฟกัส อาจจะปล่อยให้ส่วนหลังๆ ชัดตื้นไปบ้างก็ได้ เพื่อละลายแบ็คกราวน์หรือฉากหลังออกไป อันนี้ไม่มีสูตรตายตัว หากจะถ่ายแบบชัดตื้น (คือใช้รูรับแสงกว้าง แต่วัตถุชัดแค่บางส่วน) ก็ควรถ่ายมาหลายๆ มุม เพื่อให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ด้วย
สำหรับขนาดของไฟล์ภาพ เราไม่จำเป็นต้องตั้งไปที่ขนาดใหญ่สุดก็ได้ อาจตั้งไว้ที่ขนาดกลางหรือเล็กก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับคุณภาพของไฟล์ แนะนำให้ตั้งไว้ที่สูงสุด)

6. ปรับแต่งภาพให้เหมาะสมก่อนนำภาพขึ้นไปโชว์
ขั้นตอนสุดท้ายก่อนนำภาพขึ้นไปโชว์บนหน้าร้านก็คือ การปรับแต่งไฟล์ให้เหมาะสม เมื่อได้ภาพมาแล้ว ให้ตรวจสอบว่ามีรอยฝุ่นผงใดๆ ที่อาจติดมาจากเลนส์หรือเซนเซอร์ ให้ทำการลบออกให้เรียบร้อย อาจทำการปรับแต่งสีสันเพิ่มเติมได้ จากนั้นทำการย่อขนาดของภาพให้เหมาะสม สุดท้ายให้ทำการเพิ่มความคมชัด (Sharpen) เนื่องจากเวลาเราย่อขนาด ภาพจะสูญเสียความคมไป ก่อนจะเซฟก็ควรเลือกการบีบอัดให้ดีๆ เลือกระดับการบีบอัดที่พอดีๆ อย่าให้ภาพเละมากเกินไปการใช้ Photoshop ในการปรับแต่งภาพ ควรระวังเรื่อง การลบหรือปิดบังตำหนิของสินค้า หากเราลบหรือปิดบังตำหนิของสินค้าจนเกินจริงไป เมื่อลูกค้าซื้อไปอาจเกิดปัญหา และร้านของเราอาจถูกมองว่าหลอกลวงได้ ดังนั้นซื่อสัตย์กับลูกค้าไว้ ดีที่สุดค่ะ

ตัวอย่างการแต่งภาพเข้าไปดูได้ที่
หวังว่าเทคนิคการเตรียมภาพสินค้าเพื่อนำขึ้นเว็บไซต์ที่แนะนำไปคงจะมีประโยชน์และช่วยดึงดูดลูกค้าให้กับร้านค้าบนอินเทอร์เน็ตของเพื่อนๆ นะค่ะ
บทความ : monotrendy
ภาพ: http://digital-photography-school.com/how-to-make-a-inexpensive-light-tent

10 วิธีการใช้ Keyword ในการทำ Search Engine Optimization

1. ใช้ keyword ที่บริเวณ ชื่อหน้าเพจ (Title)

ใส่ Keyword ที่เราต้องการ โดยจะใส่จากการเรียงจาก ซ้ายไปขวา
ตัวอย่างการใช้งาน :[title] keyword หลัก , keyword รอง , keyword อื่นๆ [/title] เป็นต้น

2. ใช้ keyword ที่บริเวณ ชื่อหัวข้อของเนื้อหา (Heading tag)

โดยการใช้ H1,H2,H3
ตัวอย่างการใช้งาน : [H1] Keyword [/h1] หรือ [H2] Keyword [/H2] เป็นต้น

3. ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนแรก (First Content)

ให้ใส่ Keyword ไว้ในตำแหน่ง 20 คำแรก ให้ชัดเจน หรืออาจจะใช้ตัวอักษรลักษณะเอียงก็ได้
ตัวอย่างการใช้งาน : [BODY][P] Keyword [/P][/BODY]

4. ใช้ keyword ที่บริเวณ ลิงค์เชื่อมโยงมาตรฐาน (Standard Text Link)

คือการเชื่อมโยงในลักษณะ การใช้ Text link เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วแทรก Keyword ผสมเข้าไปด้วย
ตัวอย่างการใช้งาน : [a href="http://www.yoursite.com"] Keyword [/a]

5. ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนสุดท้ายของหน้า (The last content)

เพื่อเน้นย้ำหรือใช้ในการสรุปเนื้อหาอาจจะใช้เป็นลักษณะตัวเอียงหรือหนาก็ได้
ตัวอย่างการใช้งาน : [P] Keyword [/P] [/BODY]

6. ใช้ keyword ที่บริเวณ เมนูเลื่อนลง (Drop Down Menu)

Drop down menu นี้เป็นที่ซ่อน Keyword ที่ดีอีกที่ที่ไม่ควรมองข้าม
ตัวอย่างการใช้งาน : [FORM] [OPTION] Keyword [/OPTION] [/FORM]

7. ใช้ keyword ตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ (Folder name,File name)

หากต้องใช้Keyword มากกว่า 1พยางค์ ควรใช้เครื่องหมาย "-" เป็นตัวคั่นกลาง
ตัวอย่างการใช้งาน :/ Keyword/ Keword.html, Keyword.jpg หรือ Keyword1-Keyword2.html

8. ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบายรูปภาพ (Images alt tag)

การใช้ tag alt เข้าช่วยนั้นเพราะว่า Sreach engine นั้นไม่รู้จักรูปภาพเราสามารถบอก Sreach engine รู้ ว่าภาพนั้นเป็นภาพของอะไรได้โดยใช้ tag alt นี้เข้าช่วย
ตัวอย่างการใช้งาน : [img src="images address" alt="Keyword"]

9. ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบาย ลิงค์ (Text link title)

การใช้ text link title นั้นคลายการใช้ tag alt เพียงแต่ tag นี้ใช้อธิบาย link
ตัวอย่างการใช้งาน :[ a href="http://www.yoursite.com" title="Keyword"] Keyword [/a]

10. ใช้ keyword จด Domain name ด้วย Keyword (Domain name register)

การใช้ Keyword หลักของเว็บในการจด Domain name นั้นหากทำได้ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว.......

มาสร้างเว็บ HTML พื้นฐานกันเถอะค่ะ

มารู้จักกับ HTML กันดีกว่า
HTML คือ ภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บเพจ ย่อมาจากคำว่า Hypertext Markup Language หมายถึง ภาษาที่ใช้ในการเขียนข้อความ ลงบนเอกสารที่ต่างก็เชื่อมถึงกันใน cyberspace ผ่าน Hyperlink นั่นเอง
HTML ในปัจจุบันพัฒนามาจนถึง HTML 4.01 และ HTML 5 กำลังจะออกมาในเร็วนี้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาไปเป็น
XHTML ซึ่ง คือ Extended HTML ซึ่งมีความสามารถและมาตรฐานที่รัดกุมกว่าอีกด้วย

Website HTML Basic


1.คำอธิบายเว็บว่าเป็นเว็บเกี่ยวกับอะไรมีผลกับการค้นหาจาก google ด้วยนะค่ะ
2.ใส่ CSS style ให้เว็บไซด์ คือ ชุดคำสั่งที่ใช้สำหรับการกำหนดการแสดงผลข้อมูลหน้าเว็บเพจ จะใส่ในส่วนของ head ถ้าเป็นแบบฝัง ถ้าแบบแยกจะต้องเซฟไฟล์ .css แล้วลิงค์มาที่เว็บอีกทีค่ะ
3.กำหนดฟอนต์ และสีพื้นหลัง
4.ใส่ Style ให้ข้อมูลที่อยู่ใน div class="Content"
5.ใส่ Style ให้ menu ที่อยู่ใน ul class=".navbar"
6.ใส่ Style ให้สีลิงค์ menu
7.วิธีใส่ภาพ
8.วิธิใส่ลิงค์

ผลที่ได้เป็นดังภาพค่ะ

Website HTML Basic

Show All

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่พึ่งเริ่มศึกษานะค่ะ

วิธีแต่งภาพ สินค้าด้วย Photoshop ให้สวยน่าซื้อ มาฝากค่ะ

เมื่อเราถ่ายรูปสินค้าเรียบร้อยแล้ว แสงความชัดของสินค้ายังไม่น่าสนใจเท่าที่ควร วันนี้เราเลยมีวิธีแต่งภาพ สินค้าด้วย Photoshop มาฝากค่ะ

Product before photoshopProduct After Photoshop










1.เปิด Photoshop ไปที่ File > Open รูปสินค้าที่เราจะแต่งภาพ
2. หากภาพมีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับเว็บ ให้ลดขนาดไฟล์ไปที่ Image > Image size ปรับขนาดตามต้องการโดยทั่วไปเราจะปรับขนาดเป็น Pixels Product modify Photoshop

3. ปรับความสว่างของภาพ ไปที่ Image > Adjusments > Shadow/Hilight
แล้วลองปรับค่าตรง amount เพื่อเพิ่มความสว่างมากน้อยตามความเหมาะสมของภาพนะค่ะ ตัวอย่างใช้ 50% จะเห็นว่ารูปรถสว่างขึ้น
Photoshop modify Product

4. ต่อมา ปรับความเข้ม คมชัดของสีและเพิ่มความ bright ไปที่ Image > Adjusments > Brightness/Contrast แล้วปรับแสงความชัดตามความเหมาะสม
Product modify

5. ขั้นต่อไปก็เพิ่มความคมชัดให้กับรูปค่ะ วิธีนี้เหมาะสำหรับภาพที่ถ่ายออกมาแล้วเบลอ ไปที่ Filter > Sharpen > Unsharp Mask ปรับได้ตามต้องการเลยหรือจะเลือกใช้ sharpen , shapen edges ก็ได้ค่ะ ภาพคมชัดขึ้นมาทันใดเลยเนาะ
image product

6. ภาพที่เราถ่ายสินค้านั้นคงไม่ได้มีแค่ภาพ2ภาพ เสียเวลามากถ้าเราจะนั่งทำทีละรูป ดังนั้นเราจึงใช้ Actions เพื่อให้
โปรแกรมรันเองตามที่เราได้ปรับแต่งตามขั้นตอนต่างๆ โดยเริ่มจาก
6.1.คลิ้กที่แท็ป Window > Actions
6.2.คลิ้กที่ปุ่มสี่เหลี่ยม creat new action จากนั้นจะมีหน้าต่างให้เราตั้งชื่อ Action
โดยผมให้ชื่อ Action 2 แล้วกดปุ่ม Record รูปวงกลมเพื่อบันทึก
จากนั้นก็เริ่มทำการปรับแต่งภาพ ตามขั้นตอนที่ 1-5 ระหว่างนี้โปรแกรมมันจะทำการบันทึกขึ้นตอนการทำงานของเราค่ะ
เมื่อสิ้นสุดการแต่งภาพแล้วให้กดปุ่มสีเหลี่ยมที่วงกลมสีน้ำเงินเพื่อหยุดการบันทึก
ภาพต่อไปเวลาใช้ Action ก็กดปุ่ม play ได้เลยค่ะ โปรแกรมจะปรับแต่งภาพให้เราเอง ประหยัดเวลามากๆ
Phoduct image